พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2534
มาตรา 27
ยังไม่ยืนยันสถานะ
ยังไม่ได้ยืนยันว่ามาตรานี้ยังใช้บังคับอยู่หรือไม่ —
เหตุผล · โปรดตรวจสอบกับแหล่งทางการก่อนนำไปใช้
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2534 มาตรา 27 บทบัญญัติแห่งหมวด ๔ ในลักษณะ ๒ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ไม่ใช้บังคับแก่การขายสินค้าและการนำเข้าสินค้าตามกฎหมายว่าด้วยภาษีสรรพสามิตในกรณีดังต่อไปนี้ (๑) การขายสินค้าโดยผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งเป็นผู้ประกอบอุตสาหกรรมตามกฎหมายว่าด้วยภาษีสรรพสามิต และเป็นสินค้าที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนดังกล่าวได้เสียภาษีสรรพสามิตโดยใช้แสตมป์สรรพสามิตหรือเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๔ ครบถ้วนแล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๔ ใช้บังคับ ไม่ว่าจะได้นำสินค้าออกจากโรงอุตสาหกรรมหรือคลังสินค้าทัณฑ์บนก่อนหรือหลังวันที่พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๔ ใช้บังคับหรือไม่ก็ตาม (๒) การขายสินค้าประเภทที่ได้รับการขยายเวลาการชำระภาษีตามมาตรา ๑๔ วรรคสอง หรือมาตรา ๕๒ แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ โดยผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งเป็นผู้ประกอบอุตสาหกรรมตามกฎหมายว่าด้วยภาษีสรรพสามิตและผู้ประกอบการจดทะเบียนดังกล่าวได้นำสินค้าออกจากโรงอุตสาหกรรมหรือคลังสินค้าทัณฑ์บนตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ ก่อนวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๕ (๓) การขายสินค้าที่เป็นน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๔ โดยผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่เป็นผู้ขายส่ง หรือขายปลีกเฉพาะน้ำมัน และผลิตภัณฑ์น้ำมันที่ผู้ประกอบอุตสาหกรรมตามกฎหมายว่าด้วยภาษีสรรพสามิตได้นำสินค้าออกจากโรงงานอุตสาหกรรมหรือคลังสินค้าทัณฑ์บนตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ ก่อนวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๕ (๔) การนำเข้าสินค้าประเภทที่ระบุในพระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๓๔ ซึ่งความรับผิดของผู้นำเข้าในอันจะต้องเสียภาษีสรรพสามิตได้เกิดขึ้นแล้วก่อนวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๕ ไม่ว่าจะได้ชำระภาษีสรรพสามิตไว้ก่อนวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๕ หรือไม่ก็ตาม (๕) การขายสินค้านำเข้าตาม (๔) หลังวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๕ โดยผู้นำเข้าซึ่งเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ถ้าได้มีการขายสินค้าตามวรรคหนึ่ง (๑) (๒) (๓) และ (๕) ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๕ ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่มิใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งต้องเสียภาษีตามมาตรา ๘๒/๑๖ มีสิทธิออกหลักฐานการขายสินค้านั้นให้แก่ผู้ซื้อที่เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนในวันที่ส่งมอบสินค้าได้และหลักฐานการขายสินค้าดังกล่าวให้ถือเป็นใบกำกับภาษี และให้ผู้ซื้อใช้เป็นหลักฐานของภาษีซื้อในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มได้ ภาษีซื้อตามวรรคสอง ให้มีจำนวนเท่ากับเจ็ดในหนึ่งร้อยเจ็ดส่วนของมูลค่าสินค้าตามที่ปรากฏในหลักฐานดังกล่าว หลักฐานการขายสินค้าตามวรรคสอง ให้มีรายการดังต่อไปนี้ (๑) ชื่อ ที่อยู่ ของผู้ประกอบการและเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร (๒) ชื่อ ที่อยู่ ของผู้ซื้อสินค้า (๓) เลขที่ของหลักฐาน (๔) ชื่อ ประเภท ชนิด ปริมาณสินค้า และราคาสินค้าเป็นเงินตราไทย (๕) วัน เดือน ปี ที่ออกหลักฐาน (๖) ข้อความแสดงว่าเป็นสินค้าตามวรรคหนึ่ง หลักฐานการขายสินค้าตามวรรคสอง ในกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสถานประกอบการหลายแห่งให้ออกหลักฐานเป็นรายสถานประกอบการ และให้เก็บรักษาสำเนาหลักฐานนั้นไว้ ณ สถานประกอบการที่ออกหลักฐานเป็นเวลาห้าปีนับตั้งแต่วันที่ออกหลักฐาน และให้นำมาตรา ๘๗/๓ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้มาใช้บังคับ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่อ้างถึงมาตรานี้
พ.ศ. 2559
ขณะที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2540 กฎหมายที่ใช้บังคับในขณะนั้นคือ พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 แม้ต่อมาจะมี พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2543 ใช้บังคับ แต่มาตรา 27 แห่ง พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2543 บัญญัติว่า "บรรดา...คำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการ...ที่ได้ยื่นไว้ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับให้ถือว่าเป็นคำขอตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้" การพิจารณาเรื่องเครื่องหมายที่มีช
พ.ศ. 2558
พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันของกฎหมาย พุทธศักราช 2481 มาตรา 27 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ศาลสยามจะไม่พิพากษาให้หย่ากัน เว้นแต่กฎหมายสัญชาติแห่งสามีภริยาทั้งสองฝ่ายยอมให้หย่าได้ แต่โจทก์คงมีแต่ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ซึ่งมิใช่ผู้ชำนาญกฎหมายประเทศอังกฤษมาเบิกความประกอบพยานเอกสาร ซึ่งในบทบัญญัติกฎหมายประเทศอังกฤษดังกล่าว ห้ามการหย่าก่อนสิ้นกำหนดระยะเวลาสามปีนับแต่วันทำการสมรส เมื่อโจทก์นำสืบว่า ตามกฎหมายของประเทศอังกฤษยินยอมให้คู่สมรสหย่ากันได้ จำเลยไม่โต้แย้งข้อเท็จจริงดังกล่าว เพียงแต่อ้างว่ากฎหมายของประเทศอังกฤ
ค้นต่อ