พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2496
มาตรา 40
ยังไม่ได้ยืนยันว่ามาตรานี้ยังใช้บังคับอยู่หรือไม่ — เหตุผล · โปรดตรวจสอบกับแหล่งทางการก่อนนำไปใช้
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2496 มาตรา 40 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นหมวด ๔ ภาษีการค้าและหมวด ๕ ภาษีป้าย ในลักษณะ ๒ แห่งประมวลรัษฎากร "หมวด ๔ ภาษีการค้า มาตรา ๗๗ ภาษีการค้านี้อยู่ในประเภทภาษีอากรประเมิน และให้เจ้าพนักงานประเมินเป็นผู้มีอำนาจประเมินเกี่ยวกับภาษีตามหมวดนี้ มาตรา ๗๘ ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น "ปีภาษี" หมายความว่า ปีปฏิทิน "ค่ารายปี" หมายความว่า จำนวนเงินซึ่งสถานการค้าสมควรให้เช่าได้ในปีหนึ่ง ๆ ถ้าสถานการค้าใดมีข้อตกลงให้ประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นเนื่องในการได้ใช้สถานการค้านอกจากค่าเช่า เช่น เงินค่าประกันวินาศภัยซึ่งผู้ให้เช่าเป็นผู้รับประโยชน์ เงินกินเปล่า หรือทรัพย์สินอย่างอื่น จะเอาประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นนั้นมาเป็นเกณฑ์อีกอย่างหนึ่งรวมคำนวณเป็นค่ารายปีด้วยก็ได้ โดยคิดเฉลี่ยเป็นรายปีตามอายุสัญญาเช่า เว้นแต่สัญญาเช่ามีกำหนดเวลาไม่ถึงสามปี หรือมิได้มีกำหนดเวลาไว้ ให้คิดเฉลี่ยเป็นสามปี "สถานการค้า" หมายความว่า สถานที่หรือยานพาหนะซึ่งผู้ประกอบการค้าใช้ประกอบหรือดำเนินการค้า ไม่ว่าจะใช้เป็นการประจำหรือชั่วคราว ทั้งนี้ ให้หมายความรวมถึงสถานที่หรือยานพาหนะซึ่งใช้เป็นที่ผลิตหรือเก็บสินค้าด้วย เว้นแต่รถหรือเรือซึ่งไม่ต้องจดทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยการนั้นและยานพาหนะอื่นซึ่งเคลื่อนที่ด้วยกำลังคนหรือสัตว์ "การค้า" หมายความว่า การประกอบหรือดำเนินกิจการอันเกี่ยวกับการธุรกิจ การพาณิชย์ การเกษตร การอุตสาหกรรม การขนส่ง หรือการอาชีพตามประเภทที่กำหนดไว้ในบัญชีอัตราภาษีการค้าท้ายหมวดนี้ "รายรับ" หมายความว่า เงินหรือค่าบริการทุกชนิดที่ได้รับชำระไม่ว่าในหรือนอกประเทศไทยเนื่องจากการประกอบหรือดำเนินการค้า เงินหรือค่าบริการในที่นี้ ให้หมายความรวมถึงทรัพย์สิน หรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน "ผู้ประกอบการค้า" หมายความว่า บุคคลธรรมดา คณะบุคคล นิติบุคคล หรือองค์การใด ๆ ที่ประกอบหรือดำเนินการค้าในประเทศไทย ทั้งนี้ ให้หมายความรวมถึงผู้ทำการแทนด้วย มาตรา ๗๙ ให้ผู้ประกอบการค้าที่มีสถานการค้าแห่งเดียวหรือหลายแห่งอันมีค่ารายปีรวมกันตั้งแต่ ๑๒๐ บาทขึ้นไป มีหน้าที่เสียภาษีการค้า และปฏิบัติตามบทบัญญัติในหมวดนี้ มาตรา ๘๐ กิจการอันเป็นการค้าที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ไม่อยู่ในบังคับแห่งบทบัญญัติในหมวดนี้ (๑) กิจการค้าหาบเร่ (๒) กิจการค้าในบริเวณงานที่จัดขึ้นเป็นครั้งคราว (๓) กิจการจำหน่ายแสตมป์อากร แสตมป์ไปรษณียากร หรือสลากกินแบ่งของรัฐบาล (๔) กิจการของผู้ประกอบการกสิกรรมซึ่งค้าพืชผลอันเกิดจากกสิกรรมของตน (๕) กิจการวิชาชีพอิสระตามความในมาตรา ๔๐ (๖) แต่ไม่รวมถึงการทำสถานพยาบาล หรือการตั้งโรงงานทำ ซ่อมหรือสร้างสิ่งต่าง ๆ (๖) กิจการของสถานศึกษาของทางราชการและโรงเรียนราษฎร์ (๗) การจัดให้มีมหรสพตามประเภทดังระบุไว้ในมาตรา ๑๓๔ (๒) (๓) (๔) และ (๕) (๘) กิจการของสโมสรหรือสมาคมที่ปฏิบัติตามระเบียบและเงื่อนไขที่รัฐมนตรีกำหนด (๙) กิจการตามที่กำหนดโดยกฎกระทรวง มาตรา ๘๑ ให้ผู้ประกอบการค้ายื่นคำขอจดทะเบียนการค้าตามแบบที่อธิบดีกำหนดภายในสามสิบวันนับแต่วันใช้บังคับบทบัญญัติในหมวดนี้ หรือวันเริ่มประกอบการค้า หรือวันที่มีค่ารายปีถึง ๑๒๐ บาท แล้วแต่กรณี การยื่นคำขอตามความในวรรคก่อน ถ้าผู้ประกอบการค้ามีสถานการค้าอยู่ในเขตจังหวัดพระนครหรือจังหวัดธนบุรี ให้ยื่นต่ออธิบดี ถ้าอยู่ในเขตจังหวัดอื่นให้ยื่นต่อผู้ว่าราชการจังหวัด ถ้าผู้ประกอบการค้ามีสถานการค้าหลายแห่ง ให้แยกยื่นคำขอเป็นรายสถานการค้า คำขอซึ่งต้องยื่นต่ออธิบดีหรือผู้ว่าราชการจังหวัดดังกล่าวมาแล้ว ถ้าได้ยื่น ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ที่สถานการค้าตั้งอยู่ก็ให้ถือว่าได้ยื่นแล้ว มาตรา ๘๑ ทวิ เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษี เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินค่ารายปีของสถานการค้าใด ๆ ก็ได้ สถานการค้าใดมีค่าเช่าไม่ถึง ๑๒๐ บาท หรือไม่มีค่าเช่า แต่ถ้าเจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินค่ารายปีเป็นจำนวนตั้งแต่ ๑๒๐ บาทขึ้นไปแล้ว ให้ผู้ประกอบการค้าของสถานการค้านั้นยื่นคำของจดทะเบียนการค้าตามความในมาตรา ๘๑ ภายในสามสิบวันนับแต่วันได้รับทราบคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมินและให้มีหน้าที่เสียภาษีการค้า และปฏิบัติตามบทบัญญัติในหมวดนี้ มาตรา ๘๑ ตรี เมื่อผู้ประกอบการค้าได้ยื่นคำขอจดทะเบียนการค้าตามความในมาตรา ๘๑ หรือมาตรา ๘๑ ทวิ แล้วให้อธิบดีหรือผู้ว่าราชการจังหวัด แล้วแต่กรณี ออกใบทะเบียนการค้าให้โดยแยกเป็นรายสถานการค้า มาตรา ๘๑ จัตวา ถ้าใบทะเบียนการค้าสูญหาย ให้ผู้ประกอบการค้ายื่นคำขอรับใบแทนใบทะเบียนการค้าต่ออธิบดีหรือผู้ว่าราชการจังหวัด แล้วแต่กรณี ภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่สูญหาย ทั้งนี้ ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๘๑ มาใช้บังคับโดยอนุโลม มาตรา ๘๑ เบญจ ผู้ประกอบการค้าต้องแสดงใบทะเบียนหรือใบแทนใบทะเบียนการค้าไว้ที่สถานการค้าโดยเปิดเผย มาตรา ๘๒ ผู้ใดประกอบหรือดำเนินการค้าโดยยังมิได้ยื่นคำขอจดทะเบียนการค้าตามความในมาตรา ๘๑ หรือมาตรา ๘๑ ทวิ ให้เสียเงินเพิ่มอีก ๒ เท่าของเงินภาษีการค้าที่ต้องเสีย เงินเพิ่มนี้ให้ถือเป็นเงินภาษีการค้า มาตรา ๘๒ ทวิ เมื่อผู้ประกอบการค้าเลิกประกอบการค้าหรือโอนกิจการค้า ให้แจ้งการเลิกหรือการโอนตามแบบที่อธิบดีกำหนด ต่ออธิบดีหรือผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งเป็นผู้ออกใบทะเบียนการค้า แล้วแต่กรณี ภายในกำหนดสามสิบวันนับแต่วันเลิกหรือโอน ทั้งนี้ ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๘๑ มาใช้บังคับโดยอนุโลม เมื่อผู้ประกอบการค้าได้แจ้งการเลิกหรือการโอนตามความในวรรคก่อนแล้ว และยังมียอดเงินที่ต้องคำนวณเพื่อเสียภาษีอยู่อีก ให้ผู้ประกอบการค้าและผู้ชำระบัญชี หรือผู้โอนและผู้รับโอน แล้วแต่กรณี มีหน้าที่ปฏิบัติตามบทบัญญัติในหมวดนี้ มาตรา ๘๒ ตรี ก่อนได้ปฏิบัติการตามความในมาตรา ๘๒ ทวิ หรือมาตรา ๘๕ ถ้าผู้ประกอบการค้าถึงแก่ความตาย หรือถูกศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ หรือเป็นผู้ไม่อยู่ ให้ผู้จัดการมรดกหรือทายาท ผู้อนุบาล ผู้พิทักษ์ ผู้จัดการทรัพย์สิน ผู้รับมอบอำนาจ หรือผู้ครอบครองทรัพย์สิน แล้วแต่กรณี มีหน้าที่ปฏิบัติตามบทบัญญัติในหมวดนี้ มาตรา ๘๓ เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษี (๑) ถ้าการประกอบหรือดำเนินการค้าเป็นของบุคคลธรรมดาคนเดียว ให้ผู้ประกอบการค้านั้นเป็นผู้มีหน้าที่และรับผิดตามบทบัญญัติในหมวดนี้ (๒) ถ้าการประกอบหรือดำเนินการค้าเป็นของคณะบุคคล องค์การ หรือนิติบุคคล ให้ผู้จัดการ ผู้อำนวยการ หรือผู้แทนของคณะบุคคล องค์การ หรือนิติบุคคลนั้นเป็นผู้มีหน้าที่และรับผิดตามบทบัญญัติในหมวดนี้ มาตรา ๘๔ ให้ผู้ประกอบการค้าเสียภาษีการค้าเป็นรายเดือนตามประเภทการค้า และเกณฑ์การจัดเก็บดังที่กำหนดไว้ในบัญชีอัตราภาษีการค้าท้ายหมวดนี้ เว้นแต่ในเดือนใดมียอดเงินที่ต้องคำนวณเพื่อเสียภาษีไม่ถึง ๖๐๐ บาท ให้ได้รับยกเว้นภาษีการค้าสำหรับเดือนนั้น มาตรา ๘๔ ทวิ การประกอบหรือดำเนินการค้าในแผงลอยซึ่งไม่มีฝารอบขอบชิด และค้าเฉพาะอาหารหรือของสด ให้เสียภาษีกึ่งอัตราของบัญชีอัตราภาษีการค้าท้ายหมวดนี้ มาตรา ๘๕ ให้ผู้ประกอบการค้ายื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนด และชำระภาษีการค้าของเดือนที่ล่วงมาแล้วต่ออำเภอท้องที่ภายในวันที่ ๑๕ ของเดือนถัดไป การยื่นรายการเช่นว่านี้ ให้ผู้ประกอบการค้ายื่น ไม่ว่าจะมีภาษีการค้าต้องเสียหรือไม่ ระยะเวลาการชำระภาษีตามความในวรรคก่อน อธิบดีมีอำนาจจะสั่งให้ชำระเป็นรายปีภาษี หรือเป็นงวดได้โดยจะต้องปฏิบัติตามวิธีการที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี มาตรา ๘๕ ทวิ ผู้ประกอบการค้าผู้ใดมีความประสงค์จะขอชำระภาษีการค้าล่วงหน้าเป็นรายปีภาษีหรือเป็นงวด ให้ยื่นคำร้องขออนุมัติตามแบบที่อธิบดีกำหนด ต่ออธิบดีหรือผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งเป็นผู้ออกใบทะเบียนการค้า แล้วแต่กรณี และถ้าอธิบดีหรือผู้ว่าราชการจังหวัดเห็นเป็นการสมควรจะอนุมัติตามคำร้องขอก็ได้ โดยผู้ประกอบการค้านั้นจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด การอนุมัติตามความในวรรคก่อน อธิบดีหรือผู้ว่าราชการจังหวัด แล้วแต่กรณี เมื่อพิจารณาเห็นเป็นการสมควรจะสั่งเพิกถอนเสียก็ได้ มาตรา ๘๕ ตรี ในกรณีที่ผู้ประกอบการค้ามีสถานการค้าหลายแห่ง การชำระภาษีการค้าของสถานการค้าแต่ละแห่งนั้นให้แยกชำระต่ออำเภอท้องที่ซึ่งสถานการค้าแต่ละแห่งตั้งอยู่ ถ้าการแยกชำระภาษีเป็นรายสถานการค้า ตามความในวรรคก่อนไม่เป็นการสะดวก ผู้ประกอบการค้าอาจยื่นคำร้องต่ออธิบดีหรือผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งเป็นผู้ออกใบทะเบียนการค้าสำหรับสถานการค้าที่เป็นสำนักงานใหญ่ เพื่อขอชำระภาษีของสถานการค้าอื่น ณ อำเภอท้องที่ซึ่งสถานการค้าที่เป็นสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ เมื่ออธิบดีหรือผู้ว่าราชการจังหวัดเห็นเป็นการสมควรจะอนุมัติก็ได้ มาตรา ๘๕ จัตวา ภาษีการค้า ถ้ามิได้ชำระภายในกำหนดเวลาตามความในมาตรา ๘๕ หรือชำระขาดจากจำนวนที่ควรต้องเสีย ให้ผู้ประกอบการค้าเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ ๒๐ ของเงินภาษีการค้าที่ยังมิได้ชำระหรือที่ชำระขาด แล้วแต่กรณี เงินเพิ่มนี้ให้ถือเป็นเงินภาษีการค้า มาตรา ๘๖ ในกรณีที่ผู้ประกอบการค้ามิได้ยื่นรายการตามความในมาตรา ๘๕ หรือยื่นรายการไม่มีภาษีต้องเสีย หรือเจ้าพนักงานประเมินพิจารณาเห็นว่า ผู้ประกอบการค้ายื่นรายการเสียภาษีต่ำกว่าจำนวนที่ควรต้องเสีย ให้เจ้าพนักงานประเมิน โดยอนุมัติอธิบดี มีอำนาจที่จะกำหนดยอดเงินที่จะต้องคำนวณเพื่อเสียภาษีขึ้น โดยถือเงินหรือทรัพย์สินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ หรือเข้ามาอยู่ในครอบครอง หรือรายจ่ายอันเกี่ยวกับกิจการค้า หรือลักษณะและปริมาณของการค้า หรือสถิติยอดกำไร รายรับ หรือรายได้ ของผู้ประกอบการค้าเอง หรือของผู้อื่นที่กระทำกิจการทำนองเดียวกับของผู้ประกอบการค้าเป็นหลักในการพิจารณา แล้วทำการประเมินแจ้งจำนวนเงินที่ต้องชำระไปยังผู้ประกอบการค้า ทั้งนี้ ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๑๙ ถึงมาตรา ๒๖ มาใช้บังคับโดยอนุโลม มาตรา ๘๗ เมื่อมีเหตุสมควร เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจเข้าไปในสถานการค้าของผู้ประกอบการค้าหรือที่อื่นใดที่เกี่ยวข้องระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก หรือเวลาทำการของผู้ประกอบการค้า และทำการตรวจสอบเพื่อให้ได้ทราบว่า ผู้ประกอบการค้าปฏิบัติการและเสียภาษีการค้าถูกต้องหรือไม่ กับมีอำนาจเรียกและยึดตราสาร หรือเอกสารอื่นอันควรแก่เรื่องมาไต่สวนได้ มาตรา ๘๗ ทวิ เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษี อธิบดีโดยอนุมัติรัฐมนตรีมีอำนาจกำหนดวิธีการให้ผู้ประกอบการค้าปฏิบัติได้ วิธีการนี้เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้ มาตรา ๘๘ ผู้ประกอบการค้าผู้ใดกระทำผิดฐานหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษีการค้าก็ดี กระทำผิดบทบัญญัติในหมวดนี้ก็ดี เกินกว่าหนึ่งครั้ง อธิบดีหรือผู้ว่าราชการจังหวัด แล้วแต่กรณี มีอำนาจสั่งถอนใบทะเบียนการค้าของผู้ประกอบการค้านั้นได้ เมื่อได้มีการสั่งถอนใบทะเบียนการค้าตามความในวรรคก่อนแล้ว ผู้ประกอบการค้ายังคงประกอบหรือดำเนินการค้านั้นต่อไป ให้ถือเสมือนว่าผู้ประกอบการค้าผู้นั้นได้เริ่มประกอบการค้าใหม่นับตั้งแต่วันได้รับทราบคำสั่งถอน และให้นำบทบัญญัติมาตรา ๘๑ มาใช้บังคับ ในกรณีเช่นว่านี้ ถ้ามีภาษีการค้าต้องเสียในระหว่างระยะเวลานับตั้งแต่วันได้รับทราบ คำสั่งถอนจนถึงวันที่ได้รับใบทะเบียนการค้าใหม่ ให้ผู้ประกอบการค้าเสียเงินเพิ่มอีก ๒ เท่าของเงินภาษีการค้านั้น หรือเป็นเงินอีก ๒๐๐ บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า เงินเพิ่มนี้ให้ถือเป็นเงินภาษีการค้า ถ้าระยะเวลาตั้งแต่วันได้รับทราบคำสั่งถอนจนถึงวันที่ได้รับใบทะเบียนการค้าใหม่ตามความในวรรค ๒ นั้นเกินกว่าสามสิบวัน ให้คิดยอดเงินที่ต้องคำนวณเพื่อเสียเงินเพิ่มเพียงสามสิบวันนับแต่วันได้รับทราบคำสั่งถอน มาตรา ๘๙ ในการไต่สวนหรือตรวจสอบของเจ้าพนักงานประเมินก็ดี โดยการกล่าวหาแจ้งความของบุคคลใด ๆ ซึ่งการกล่าวหานั้นได้แสดงหลักฐานความผิดไว้ชัดแจ้งก็ดี เป็นเหตุให้พบการไม่เสียภาษีการค้าหรือเสียไม่ครบถ้วน เมื่อเจ้าพนักงานประเมินได้เรียกเก็บภาษี หรือภาษีและเงินเพิ่มไปแล้วเท่าใด ให้เจ้าหน้าที่ผู้รับเงินหักออกร้อยละ ๒๕ ของเงินที่เก็บได้เป็นเงินสินบนรางวัล และให้อธิบดีมีอำนาจจ่ายให้แก่บุคคลผู้ตรวจพบ ผู้กล่าวหาแจ้งความ และเจ้าพนักงานที่เกี่ยวข้อง ตามระเบียบที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี มาตรา ๙๐ ผู้ใดไม่ยื่นคำขอจดทะเบียนการค้าตามความในมาตรา ๘๑ หรือมาตรา ๘๑ ทวิ มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท มาตรา ๙๑ ผู้ใดไม่ยื่นคำขอรับใบแทนตามความในมาตรา ๘๑ จัตวา หรือไม่แสดงใบทะเบียนหรือใบแทนตามความในมาตรา ๘๑ เบญจ หรือไม่แจ้งการเลิกหรือการโอนตามความในมาตรา ๘๒ ทวิ มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท มาตรา ๙๒ ผู้ใดรู้อยู่แล้วไม่อำนวยความสะดวกหรือขัดขวางเจ้าพนักงานประเมินในการปฏิบัติการตามความในมาตรา ๘๗ มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ มาตรา ๙๓ ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามวิธีการที่อธิบดีกำหนด ตามความในมาตรา ๘๗ ทวิ มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท "บัญชีอัตราภาษีการค้า ประเภทการค้า การประกอบหรือ ดำเนินกิจการค้า เกณฑ์การจัดเก็บ ยอดเงินที่ต้องคำนวณ เพื่อเสียภาษี อัตราภาษี ร้อยละ ๑. การรับจ้างทำของ ได้แก่การทำที่ได้รับสินจ้างจากสัญญาจ้างทำของ รวมทั้งการขายส่วนประกอบ และวัตถุพลอยได้จากการทำนั้น เช่น การตัด เย็บ ถักเสื้อผ้า การทำเครื่องเรือน การช่างไม้ การทาสี พ่นสี หรือขัดมันต่าง ๆ การซ่อมแซมบูรณะ หรือทำความสะอาด เครื่องจักรกล เครื่องมือ เครื่องใช้ และสิ่งของต่าง ๆ การย้อมสี การซักรีด การดัด ตัด หรือแต่งผม การช่างฝีมือต่าง ๆ หรือการรับจ้างทำของอื่น ๆ รวมทั้งการขายส่วนประกอบ และวัตถุพลอยได้จากการทำนั้น ๆ นอกจากที่ระบุไว้ในประเภทอื่นแล้ว รายรับ ๑ ๒. การขายของ ได้แก่การขายหรือแลกเปลี่ยนทรัพย์สินนอกจากที่ระบุไว้ในประเภทอื่นแล้ว เว้นการขายหนังสือพิมพ์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นข่าวสารอันเป็นบริการสาธารณะ รายรับ ๑ ๓. การขายผลิตภัณฑ์ ได้แก่การขายหรือแลกเปลี่ยนสิ่งอุปโภคบริโภคหรือสิ่งอื่น ๆ ที่ผลิตเองรวมทั้งการขาย หรือแลกเปลี่ยนวัตถุพลอยได้ เช่น การทำเหมืองแร่ การทำยาง การทำโรงสีข้าว การทำน้ำแข็ง การทำน้ำตาล หรือการผลิตอื่น ๆ รายรับ ๑ ๔. การทำไฟฟ้า ได้แก่การจำหน่ายกระแสไฟฟ้า วัตถุพลอยได้ และสิ่งอุปกรณ์ไฟฟ้า รายรับ ๑ ๕. การทำประปา ได้แก่การจำหน่ายน้ำประปา หรือน้ำบาดาล วัตถุพลอยได้ และสิ่งอุปกรณ์ประปา รายรับ ๑ ๖. การพิมพ์ ได้แก่การรับพิมพ์ทุกชนิด การรับเย็บสมุดเอกสารหรือทำปกรวมทั้งการขายส่วนประกอบและวัตถุพลอยได้ รายรับ ๑ ๗. การถ่ายรูป ได้แก่การล้าง อัด ขยายรูป การทำบล๊อก การถ่าย หรือทำภาพยนตร์ รวมทั้งการขายส่วนประกอบและวัตถุพลอยได้ รายรับ ๑ ๘. การรับเหมาก่อสร้าง ได้แก่การทำทาง การชลประทาน การปลูกสร้างโรงเรือนและการก่อสร้างอย่างอื่น รายรับ ๑ ๙. การรับโฆษณา ได้แก่การรับโฆษณาด้วยวิธีการทุกชนิด รายรับ ๒ ๑๐. การให้เช่าทรัพย์สิน ได้แก่การให้เช่า หรือให้เช่าซื้อยานพาหนะต่าง ๆ ฟิล์มภาพยนตร์ หรือทรัพย์สินอย่างอื่นที่มิใช่อสังหาริมทรัพย์ รายรับ ๑ ๑๑. การทำห้องเย็น ได้แก่การรับบริการเกี่ยวกับการเก็บสิ่งของต่าง ๆ ในห้องเย็น รายรับ ๑ ๑๒. การทำคลังสินค้า ได้แก่การทำคลังสินค้าหรือการรับฝากทรัพย์ รายรับ ๒ ๑๓. การทำโรงแรม ได้แก่การทำโรงแรมหรือบ้านพัก ห้องพัก หรือหอพักทำนองเดียวกับโรงแรมที่มิใช่ที่พักนักเรียนโดยเฉพาะ รายรับ ๑๐ ๑๔. การทำภัตตาคาร ได้แก่การจำหน่ายอาหาร หรือเครื่องดื่มในสถานที่ซึ่งจัดไว้ให้ประชาชนเข้าไปบริโภคได้ (๑) ภัตตาคารที่มีค่ารายปีไม่เกิน ๖๐๐ บาท (๒) ภัตตาคารที่มีค่ารายปีเกิน ๖๐๐ บาท แต่ไม่เกิน ๑,๒๐๐ บาท (๓) ภัตตาคารที่มีค่ารายปีเกิน ๑,๒๐๐ บาท แต่ไม่เกิน ๒,๔๐๐ บาท (๔) ภัตตาคารที่มีค่ารายปีเกิน ๒,๔๐๐ บาท แต่ไม่เกิน ๖,๐๐๐ บาท (๕) ภัตตาคารที่มีค่ารายปีเกิน ๖,๐๐๐ บาทขึ้นไป รายรับ รายรับ รายรับ รายรับ รายรับ ๒ ๔ ๖ ๑๐๑๕ ๑๕. การขนส่ง ได้แก่การขนส่งหรือรับจ้างด้วยยานพาหนะ รายรับ ๑/๔ ๑๖. การทำสถานพยาบาล ได้แก่การจัดที่พักหรืออาหารให้แก่คนไข้ รวมทั้งการรักษาพยาบาลและการให้ยา รายรับ ๑ ๑๗. การมหรสพ ได้แก่การจัดให้มีมหรสพตามความหมายในมาตรา ๑๓๐ เงินที่ได้รับตามตั๋วหรือค่าผ่านประตูโดยไม่รวมอากรมหรสพ ๑ ๑๘. โรงรับจำนำ ได้แก่การทำโรงรับจำนำรวมทั้งการขายของที่จำนำหลุดเป็นสิทธิ ดอกเบี้ยและรายรับ ๓ ๑๙. นายหน้าและตัวแทน ได้แก่การรับทำการเป็นนายหน้า ตัวแทน หรือรับจัดธุรกิจให้ผู้อื่นนอกจากที่ระบุไว้ในประเภทอื่น และรวมทั้งการรับจัดการเป็นผู้ขายทอดตลาด รายรับ ๕ ๒๐. การขายอสังหาริมทรัพย์ ได้แก่การขาย ขายฝาก หรือให้เช่าซื้ออสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหากำไร รายรับ ๓ ๒๑. การธนาคาร ได้แก่กิจการออมสินซึ่งไม่ใช่ของรัฐบาล กิจการของธนาคารพาณิชย์ตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ หรือของผู้ที่ประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ เช่น ให้กู้ยืมเงิน ค้ำประกัน รับแลกเปลี่ยนเงินตรา ออก ซื้อ หรือขายตั๋วเงิน หรือรับส่งเงินไปต่างประเทศด้วยวิธีต่าง ๆ รวมทั้งกิจการโพยก๊วน หรือฮ่วยตั๋ว (ก) ดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม ค่าบริการที่เรียกเก็บ (ข) กำไรก่อนหักรายจ่ายใด ๆ จากการรับแลกเปลี่ยนเงินตรา การออก ซื้อ หรือขายตั๋วเงิน การรับส่งเงินไปต่างประเทศ ๒ ๘ ๒๒. ประกันภัย ได้แก่ (๑) การรับประกันชีวิต (๒) การรับประกันอย่างอื่น เบี้ยประกันภัยที่เก็บได้ เว้นแต่เบี้ยประกันภัยที่ต้องคืนภายในเดือนที่เก็บได้หรือเบี้ยประกันภัยที่ได้จากการรับประกันต่อ เบี้ยประกันภัยที่เก็บได้ เว้นแต่เบี้ยประกันภัยที่ต้องคืนภายในเดือนที่เก็บได้ หรือเบี้ยประกันภัยที่ได้จากการรับประกันต่อ ๑ ๒ หมวด ๕ ภาษีป้าย มาตรา ๙๔ ภาษีป้ายนี้อยู่ในประเภทภาษีอากรประเมิน และให้อำเภอเป็นผู้มีอำนาจประเมินเกี่ยวกับภาษีตามหมวดนี้ มาตรา ๙๕ ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น "ปีภาษี" หมายความว่า ปีปฏิทิน "ป้าย" หมายความว่า (๑) ป้ายชื่อ ยี่ห้อ เครื่องหมายของสถานการค้า หรือของผู้ประกอบการค้า ซึ่งแสดงไว้ที่สถานการค้า หรือบริเวณใกล้เคียงกับสถานการค้า (๒) ป้ายโฆษณาของสถานการค้าหรือของผู้ประกอบการค้า ไม่ว่าจะแสดงไว้ ณ ที่ใด ทั้งนี้ มิให้หมายความรวมถึงป้ายซึ่งแสดงไว้ที่วัตถุหรือภาชนะอันเป็นเครื่องอุปโภคบริโภคในอาคาร ป้ายตาม (๑) และ (๒) นั้น อาจแสดงเป็นตัวอักษรหรือเครื่องหมายอย่างอื่น โดยการเขียน แกะ สลัก จารึกหรือทำให้ปรากฏโดยวิธีอื่นก็ได้ ทั้งนี้ ไม่ว่าจะกระทำบนแผ่นกระดาษ แผ่นไม้ แผ่นกระจก กำแพง ผนัง ผ้า หรือวัตถุอื่น คำว่า "สถานการค้า" และ "ผู้ประกอบการค้า" ในที่นี้ให้หมายความเช่นเดียวกับที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๗๘ มาตรา ๙๖ ให้เจ้าของชื่อ ยี่ห้อ หรือเครื่องหมายในป้ายเสียภาษีป้ายตามบัญชีอัตราภาษีป้ายท้ายหมวดนี้ ในกรณีที่เจ้าของชื่อ ยี่ห้อ หรือเครื่องหมายในป้าย อยู่นอกประเทศไทย ให้ผู้แทนในประเทศไทยมีหน้าที่เสียภาษีป้ายและปฏิบัติตามบทบัญญัติในหมวดนี้ มาตรา ๙๗ ป้ายดังต่อไปนี้ ให้ได้รับยกเว้นภาษีป้าย (๑) ป้ายโฆษณามหรสพ (๒) ป้ายที่มีลักษณะเป็นใบปลิวโฆษณา (๓) ป้ายที่แสดงไว้ในบริเวณงานซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งคราว (๔) ป้ายตามที่กำหนดโดยกฎกระทรวง มาตรา ๙๗ ทวิ ภายในเดือนมีนาคมทุก ๆ ปีภาษี ให้ผู้ต้องเสียภาษีป้ายยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอ มาตรา ๙๗ ตรี ภาษีที่ต้องเสียตามหมวดนี้ ให้เสียภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน มาตรา ๙๗ จัตวา ในกรณีป้ายโฆษณา ถ้าเรียกเก็บภาษีจากผู้มีหน้าที่เสียภาษีตามความในมาตรา ๙๖ ไม่ได้ ให้เรียกเก็บจากผู้ครอบครองป้ายนั้น มาตรา ๙๗ เบญจ เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีตามหมวดนี้ การยื่นรายการและการเสียภาษีตามความในมาตรา ๙๗ ทวิ และมาตรา ๙๗ ตรี เฉพาะป้ายโฆษณานั้น อธิบดีโดยอนุมัติรัฐมนตรี มีอำนาจกำหนดวิธีการให้ปฏิบัติเป็นอย่างอื่นก็ได้ มาตรา ๙๘ ภายในสามปีนับแต่วันถึงกำหนดเสียภาษี ถ้าปรากฏแก่เจ้าพนักงานประเมินว่า ได้มีการเสียภาษีป้ายผิดจากเกณฑ์การคำนวณตามบัญชีอัตราภาษีป้ายท้ายหมวดนี้ เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจที่จะประเมินใหม่ได้ ถ้าในการประเมินใหม่ปรากฏว่าได้เรียกเก็บภาษีเกินไป ก็ให้เจ้าพนักงานประเมินสั่งคืนเงินส่วนที่เกินให้แก่ผู้ต้องเสียภาษี แต่ถ้าปรากฏว่าจะต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้น ก็ให้แจ้งจำนวนเงินที่ต้องเสียเพิ่มและเหตุผลที่ต้องเสียเพิ่มไปยังผู้ต้องเสียภาษี ให้ผู้ต้องเสียภาษีชำระภาษีที่ต้องเสียเพิ่มภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจำนวน ในการนี้ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๑๙ มาตรา ๒๐ และมาตรา ๒๑ มาใช้บังคับโดยอนุโลม มาตรา ๙๙ ผู้ใดมีป้ายอันต้องเสียภาษีในระหว่างปีภาษีก็ดี หรือเปลี่ยน หรือแก้ไขป้ายใหม่ก็ดี ต้องแจ้งและยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนด เพื่อเสียภาษีสำหรับป้ายนั้นต่ออำเภอภายในสิบห้าวันนับแต่วันมีป้าย หรือเปลี่ยน หรือแก้ไขป้ายใหม่ แล้วแต่กรณี มาตรา ๑๐๐ ใบเสร็จภาษีป้ายต้องแสดงไว้ที่สถานการค้าโดยเปิดเผย มาตรา ๑๐๑ ให้อำเภอหรือเจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจเข้าไปในสถานการค้าของผู้มีป้ายอันต้องเสียภาษีระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก เพื่อตรวจสอบว่าได้เสียภาษีป้ายถูกต้องหรือไม่ มาตรา ๑๐๒ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๙๙ มาตรา ๑๐๐ หรือรู้อยู่แล้ว ไม่อำนวยความสะดวก หรือขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามความในมาตรา ๑๐๑ มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งร้อยบาท บัญชีอัตราภาษีป้าย ๑. อัตราภาษีเรียกเก็บนั้น ให้คิดตามพื้นที่ของป้ายต่อไปนี้ (ก) ป้ายทีมีอักษรไทยล้วน พื้นที่ป้ายทุก ๕๐๐ ตารางเซนติเมตร หรือเศษ ต่อ ๑ บาท (ข) ป้ายที่มีอักษรไทยปนกับอักษรต่างประเทศหรือเครื่องหมายอื่น พื้นที่ป้ายทุก ๕๐๐ ตารางเซนติเมตร หรือเศษ ต่อ ๕ บาท แต่ถ้าป้ายนั้นพื้นที่สำหรับอักษรไทยน้อยกว่าพื้นที่สำหรับอักษรต่างประเทศ หรือเครื่องหมายอื่นให้คิดตามอัตรา (ค) (ค) ป้ายที่ไม่มีอักษรไทย พื้นที่ป้ายทุก ๕๐๐ ตารางเซนติเมตร หรือเศษ ต่อ ๑๐ บาท ๒. ป้ายทุกป้ายต้องเสียภาษีอย่างน้อยป้ายละ ๑๐ บาท ๓. สำหรับป้ายโฆษณาให้เรียกเก็บภาษี ๑ ใน ๔ ของอัตราตาม ๑ และ ๒ ๔. พื้นที่ของป้ายไม่ว่าจะมีรูปร่างลักษณะอย่างใด ให้คำนวณดังนี้ (ก) ถ้าเป็นป้ายมีขอบเขตกำหนดได้ ให้เอาส่วนกว้างที่สุดคูณด้วยส่วนยาวที่สุดของขอบเขตป้ายเป็นตารางเซนติเมตร (ข) ถ้าเป็นป้ายไม่มีขอบเขตกำหนดได้ ให้ถือส่วนกว้างที่สุดเท่ากับส่วนกว้างของตัวอักษร หรือเครื่องหมายนอกที่สุดที่ประกอบเป็นป้ายเพิ่มขึ้นอีก ๑๐ เซนติเมตร และถือส่วนยาวที่สุดเท่ากับส่วนยาวของตัวอักษร หรือเครื่องหมายนอกที่สุดที่ประกอบเป็นป้ายเพิ่มขึ้นอีก ๑๐ เซนติเมตร แล้วคูณส่วนกว้างกับส่วนยาวเป็นตารางเซนติเมตร"