พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2495
มาตรา 22
ยกเลิกแล้วลักษณะ ๑ ระเบียบบริหารราชการส่วนกลาง ________________
กฎหมายฉบับนี้ถูกยกเลิกแล้ว — แสดงไว้เพื่อการค้นคว้าทางประวัติศาสตร์ ไม่ใช่กฎหมายที่ใช้บังคับอยู่
พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2495 มาตรา 22 กรมซึ่งขึ้นต่อกระทรวง มีหน้าที่เกี่ยวกับราชการส่วนหนึ่งส่วนใดของกระทรวง ซึ่งได้แยกมาเป็นหน้าที่ของกรม ทุกกรมมีอธิบดีเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการในสังกัดและรับผิดชอบในราชการของกรมนั้น ถ้ากรมใดมีราชการมาก จะให้มีรองอธิบดี หรือผู้ช่วยอธิบดี หรือทั้งรองอธิบดีและผู้ช่วยอธิบดี เป็นผู้ช่วยปฏิบัติราชการแทนอธิบดีของกรมนั้นก็ได้ ในกรณีที่มีรองอธิบดีหรือผู้ช่วยอธิบดี การปฏิบัติราชการของรองอธิบดี หรือผู้ช่วยอธิบดี ให้เป็นไปตามที่อธิบดีมอบหมาย รองอธิบดีหรือผู้ช่วยอธิบดี เป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการในกรมนั้น และรับผิดชอบในราชการรองจากอธิบดี เมื่ออธิบดีไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้รองอธิบดีหรือผู้ช่วยอธิบดี แล้วแต่กรณี เป็นผู้รักษาราชการแทน ถ้าไม่มีรองอธิบดีหรือผู้ช่วยอธิบดี หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ก็ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงตั้งปลัดกระทรวง อธิบดี รองอธิบดี ในกระทรวง หรือหัวหน้ากองคนใดคนหนึ่งในกรมเดียวกัน เป็นผู้รักษาราชการแทนได้ อำนาจในการสั่ง การอนุญาต การให้อนุมัติหรือการปฏิบัติราชการที่อธิบดีจะพึงปฏิบัติหรือดำเนินการตามกฎหมายใด ถ้ากฎหมายนั้นมิได้บัญญัติในเรื่องการมอบอำนาจไว้เป็นอย่างอื่น จะมอบอำนาจโดยทำเป็นหนังสือให้รองอธิบดีหรือผู้ช่วยอธิบดีทำการแทนในนามอธิบดีก็ได้ แต่ถ้าจะมอบอำนาจให้ผู้ว่าราชการภาคหรือผู้ว่าราชการจังหวัดทำการแทนในนามอธิบดี ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่อ้างถึงมาตรานี้
พ.ศ. 2558
การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 เป็นมาตรการของรัฐที่ต้องการบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติดไม่ว่าผู้นั้นจะยินยอมเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดหรือไม่ก็ตาม โดยศาลจะมีคำสั่งให้ส่งตัวผู้ติดยาเสพติดไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดก่อน และคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดมีอำนาจวินิจฉัยว่าผู้เข้ารับการตรวจพิสูจน์ ผู้ใดเป็นผู้เสพหรือติดยาเสพติด จากนั้นต้องจัดให้มีแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามมาตรา 22 โดยคำนึงถึงความหนักเบาของ
พ.ศ. 2557
แม้พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 40 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ขับขี่ต้องขับรถให้ห่างรถคันหน้าพอสมควรในระยะที่จะหยุดรถได้โดยปลอดภัยในเมื่อจำเป็นต้องหยุดรถ" ก็ตาม แต่ได้ความว่าก่อนเกิดเหตุจำเลยขับรถจักรยานยนต์เยื้องไปทางด้านหลังซ้ายรถยนต์ที่ ร. ขับ ดังนี้ จำเลยจึงขับรถอยู่คนละช่องเดินรถกับรถที่ ร. ขับ และเหตุที่รถที่จำเลยขับชนรถที่ ร. ขับเนื่องมาจาก ร. เบี่ยงรถมาทางด้านซ้าย กรณีจึงถือไม่ได้ว่ารถที่ ร. ขับเป็นรถคันหน้าที่จำเลยต้องขับรถให้ห่างพอสมควรที่จะหยุดรถได้โดยปลอดภัยเมื่อจำเป็นต้องหยุ
ค้นต่อ