พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตพื้นที่เพื่อการอนุญาตให้ตั้งสถานบริการในท้องที่จังหวัดนครศรีธรรมราช พ.ศ. 2564
มาตรา 4
ยังไม่ยืนยันสถานะ
ยังไม่ได้ยืนยันว่ามาตรานี้ยังใช้บังคับอยู่หรือไม่ —
เหตุผล · โปรดตรวจสอบกับแหล่งทางการก่อนนำไปใช้
พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตพื้นที่เพื่อการอนุญาตให้ตั้งสถานบริการในท้องที่จังหวัดนครศรีธรรมราช พ.ศ. 2564 มาตรา 4 ในท้องที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ให้เฉพาะเขตอันมีปริมณฑลดังต่อไปนี้ เป็นพื้นที่เพื่อการอนุญาตให้ตั้งสถานบริการ (๑) พื้นที่บริเวณที่ ๑ (อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช) จุดที่ ๑ คือ จุดที่ตั้งอยู่ริมคลองป่าเหล้า ฝั่งใต้ ตรงจุดที่อยู่ห่างจากศูนย์กลางถนนพัฒนาการคูขวาง ไปทางทิศตะวันตก ตรงจุดบรรจบกับแนวเส้นขนานระยะ ๑๕๐ เมตร กับศูนย์กลางถนนพัฒนาการคูขวาง ด้านเหนือ จากจุดที่ ๑ เป็นเส้นเลียบริมคลองป่าเหล้าฝั่งใต้ ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ผ่านถนนพัฒนาการคูขวาง ถึงจุดที่ ๒ ซึ่งตั้งอยู่ริมคลองป่าเหล้าฝั่งใต้ ตรงจุดที่อยู่ห่างจากศูนย์กลางถนนพัฒนาการคูขวาง ไปทางทิศตะวันออก ตรงจุดบรรจบกับแนวเส้นขนานระยะ๑๕๐ เมตร กับศูนย์กลางถนนพัฒนาการคูขวาง ด้านตะวันออก จากจุดที่ ๒ เป็นเส้นขนานระยะ ๑๕๐เมตร กับศูนย์กลางถนนพัฒนาการคูขวาง ไปทางทิศใต้ ถึงจุดที่ ๓ ซึ่งตั้งอยู่ริมคลองสวนหลวงฝั่งเหนือ ตรงจุดที่อยู่ห่างจากศูนย์กลางถนนพัฒนาการคูขวาง ไปทางทิศตะวันออก ตรงจุดบรรจบกับแนวเส้นขนานระยะ๑๕๐ เมตร กับศูนย์กลางถนนพัฒนาการคูขวาง ด้านใต้ จากจุดที่ ๓ เป็นเส้นเลียบริมคลองสวนหลวงฝั่งเหนือ ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ผ่านถนนพัฒนาการคูขวาง ถึงจุดที่ ๔ ซึ่งตั้งอยู่ริมคลองสวนหลวงฝั่งเหนือ ตรงจุดที่อยู่ห่างจากศูนย์กลางถนนพัฒนาการคูขวาง ไปทางทิศตะวันตก ตรงจุดบรรจบกับแนวเส้นขนานระยะ๑๕๐ เมตร กับศูนย์กลางถนนพัฒนาการคูขวาง ด้านตะวันตก จากจุดที่ ๔ เป็นเส้นขนานระยะ ๑๕๐เมตร กับศูนย์กลางถนนพัฒนาการคูขวาง ไปทางทิศเหนือ บรรจบกับจุดที่ ๑ (๒) พื้นที่บริเวณที่ ๒ (อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช) จุดที่ ๑ คือ จุดที่ตั้งอยู่ขอบทางถนนวัดโบสถ์ฟากใต้ ตรงจุดที่อยู่ห่างจากศูนย์กลางถนนเฉลิมพระเกียรติ ไปทางทิศตะวันตก ตรงจุดบรรจบกับแนวเส้นขนานระยะ๑๕๐ เมตร กับศูนย์กลางถนนเฉลิมพระเกียรติ ด้านเหนือ จากจุดที่ ๑ เป็นเส้นเลียบขอบทางถนนวัดโบสถ์ฟากใต้ ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ถึงจุดที่ ๒ ซึ่งตั้งอยู่ขอบทางถนนวัดโบสถ์ ฟากใต้ตรงจุดที่บรรจบกับขอบทางถนนเฉลิมพระเกียรติ ฟากตะวันตก ด้านตะวันออก จากจุดที่ ๒ เป็นเส้นเลียบขอบทางถนนเฉลิมพระเกียรติฟากตะวันตก ไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ถึงจุดที่ ๓ ซึ่งตั้งอยู่ริมคลองสวนหลวง ฝั่งเหนือตรงจุดที่บรรจบกับขอบทางถนนเฉลิมพระเกียรติ ฟากตะวันตก ด้านใต้ จากจุดที่ ๓ เป็นเส้นเลียบริมคลองสวนหลวงฝั่งเหนือ ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ถึงจุดที่ ๔ ซึ่งตั้งอยู่ริมคลองสวนหลวง ฝั่งเหนือตรงจุดที่อยู่ห่างจากศูนย์กลางถนนเฉลิมพระเกียรติ ไปทางทิศตะวันตก ตรงจุดบรรจบกับแนวเส้นขนานระยะ๑๕๐ เมตร กับศูนย์กลางถนนเฉลิมพระเกียรติ ด้านตะวันตก จากจุดที่ ๔ เป็นเส้นขนานระยะ ๑๕๐เมตร กับศูนย์กลางถนนเฉลิมพระเกียรติ ไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ บรรจบกับจุดที่ ๑ (๓) พื้นที่บริเวณที่ ๓ (อำเภอทุ่งสง) จุดที่ ๑ คือ จุดที่ตั้งอยู่ขอบทางทางหลวงแผ่นดินหมายเลข๔๐๓ (ตอนนครศรีธรรมราช - กันตัง) ฟากใต้ ตรงจุดที่บรรจบกับขอบทางทางหลวงแผ่นดินหมายเลข๔๑ (ตอนทุ่งสง - ร่อนพิบูลย์) ฟากตะวันออก ด้านเหนือ จากจุดที่ ๑ เป็นเส้นเลียบขอบทางทางหลวงแผ่นดินหมายเลข๔๐๓ (ตอนนครศรีธรรมราช - กันตัง) ฟากใต้ ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ถึงจุดที่ ๒ซึ่งตั้งอยู่ขอบทางทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๐๓ (ตอนนครศรีธรรมราช - กันตัง) ฟากใต้ ตรงจุดที่อยู่ห่างจากศูนย์กลางทางหลวงแผ่นดินหมายเลข๔๑ (ตอนทุ่งสง - ร่อนพิบูลย์) ไปทางทิศตะวันออก ตรงจุดบรรจบกับแนวเส้นขนานระยะ ๒๐๐เมตร กับศูนย์กลางทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๑ (ตอนทุ่งสง - ร่อนพิบูลย์) จากจุดที่ ๒ เป็นเส้นขนานระยะ ๒๐๐เมตร กับศูนย์กลางทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๑ (ตอนทุ่งสง - ร่อนพิบูลย์) ไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ผ่านทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๐๓ (ตอนทุ่งสง - กะปาง) ถึงจุดที่ ๓ ซึ่งตั้งอยู่ริมเขตทางรถไฟสายใต้(ทุ่งสง - ตรัง) ฟากตะวันตก ตรงจุดที่อยู่ห่างจากศูนย์กลางทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๑(ตอนทุ่งสง - ร่อนพิบูลย์) ไปทางทิศเหนือ ตรงจุดบรรจบกับแนวเส้นขนานระยะ ๒๐๐ เมตร กับศูนย์กลางทางหลวงแผ่นดินหมายเลข๔๑ (ตอนทุ่งสง - ร่อนพิบูลย์) ด้านตะวันออก จากจุดที่ ๓ เป็นเส้นเลียบริมเขตทางรถไฟสายใต้(ทุ่งสง - ตรัง) ฟากตะวันตก ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ผ่านทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๑(ตอนทุ่งสง - ร่อนพิบูลย์) ถึงจุดที่ ๔ ซึ่งตั้งอยู่ริมเขตทางรถไฟสายใต้ (ทุ่งสง -ตรัง) ฟากตะวันตก ตรงจุดที่อยู่ห่างจากศูนย์กลางทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๑ (ตอนทุ่งสง- ร่อนพิบูลย์) ไปทางทิศใต้ ตรงจุดบรรจบกับแนวเส้นขนานระยะ ๒๐๐ เมตรกับศูนย์กลางทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๑ (ตอนทุ่งสง - ร่อนพิบูลย์) ด้านใต้ จากจุดที่ ๔ เป็นเส้นขนานระยะ ๒๐๐เมตร กับศูนย์กลางทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๑ (ตอนทุ่งสง - ร่อนพิบูลย์) ไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือผ่านทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๐๓ (ตอนทุ่งสง - กะปาง) ถึงจุดที่ ๕ ซึ่งตั้งอยู่ตรงแนวเส้นขนานระยะ๔๐ เมตร กับริมคลองนา ฝั่งตะวันออก ตรงจุดที่อยู่ห่างจากศูนย์กลางทางหลวงแผ่นดินหมายเลข๔๑ (ตอนทุ่งสง - ร่อนพิบูลย์) ไปทางทิศใต้ ตรงจุดบรรจบกับแนวเส้นขนานระยะ ๒๐๐ เมตรกับศูนย์กลางทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๑ (ตอนทุ่งสง - ร่อนพิบูลย์) ด้านตะวันตก จากจุดที่ ๕ เป็นเส้นขนานระยะ ๔๐ เมตรกับริมคลองนา ฝั่งตะวันออก ไปทางทิศเหนือ ผ่านทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๑ (ตอนทุ่งสง- ร่อนพิบูลย์) ถึงจุดที่ ๖ ซึ่งตั้งอยู่ตรงแนวเส้นขนานระยะ ๔๐ เมตร กับริมคลองนา ฝั่งตะวันออกตรงจุดที่บรรจบกับขอบทางทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๑ (ตอนทุ่งสง - ร่อนพิบูลย์) ฟากเหนือ จากจุดที่ ๖ เป็นเส้นเลียบขอบทางทางหลวงแผ่นดินหมายเลข๔๑ (ตอนทุ่งสง - ร่อนพิบูลย์) ฟากเหนือ ไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ บรรจบกับจุดที่ ๑ (๔) พื้นที่บริเวณที่ ๔ (อำเภอขนอม) จุดที่ ๑ คือ จุดที่ตั้งอยู่ริมคลองท่าหินฝั่งเหนือ ตรงจุดที่อยู่ห่างจากศูนย์กลางทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๒๓๒ ไปทางทิศเหนือตรงจุดบรรจบกับแนวเส้นขนานระยะ ๑๐๐ เมตร กับศูนย์กลางทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๒๓๒ ด้านเหนือ จากจุดที่ ๑ เป็นเส้นขนานระยะ ๑๐๐เมตร กับศูนย์กลางทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๒๓๒ ไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ถึงจุดที่ ๒ซึ่งตั้งอยู่ขอบทางถนนเลียบชายทะเล ฟากตะวันตก ตรงจุดที่อยู่ห่างจากศูนย์กลางทางหลวงแผ่นดินหมายเลข๔๒๓๒ ไปทางทิศเหนือ ตรงจุดบรรจบกับแนวเส้นขนานระยะ ๑๐๐ เมตร กับศูนย์กลางทางหลวงแผ่นดินหมายเลข๔๒๓๒ ด้านตะวันออก จากจุดที่ ๒ เป็นเส้นเลียบขอบทางถนนเลียบชายทะเลฟากตะวันตก ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ผ่านทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๒๓๒ ถึงจุดที่ ๓ ซึ่งตั้งอยู่ขอบทางถนนเลียบชายทะเลฟากตะวันตก ตรงจุดที่อยู่ห่างจากศูนย์กลางทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๒๓๒ ไปทางทิศใต้ ตรงจุดบรรจบกับแนวเส้นขนานระยะ๑๐๐ เมตร กับศูนย์กลางทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๒๓๒ ด้านใต้ จากจุดที่ ๓ เป็นเส้นขนานระยะ ๑๐๐เมตร กับศูนย์กลางทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๒๓๒ ไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ถึงจุดที่๔ ซึ่งตั้งอยู่ตรงแนวเส้นขนานระยะ ๑๐๐ เมตร กับศูนย์กลางทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๒๓๒ตรงจุดที่อยู่ห่างจากศูนย์กลางทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๒๓๒ ไปทางทิศใต้ ตรงจุดบรรจบกับแนวเส้นขนานระยะ๑๐๐ เมตร กับศูนย์กลางทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๒๓๒ จากจุดที่ ๔ เป็นเส้นขนานระยะ ๑๐๐เมตร กับศูนย์กลางทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๒๓๒ ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ถึงจุดที่ ๕ซึ่งตั้งอยู่ตรงแนวเส้นขนานระยะ ๑๐๐ เมตร กับศูนย์กลางทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๒๓๒ ตรงจุดที่บรรจบกับเส้นที่ลากตรงจากขอบทางซอยเขาศรีอินทร์ฟากเหนือ จากจุดที่ ๕ เป็นเส้นตรงไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือผ่านทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๒๓๒ ถึงจุดที่ ๖ ซึ่งตั้งอยู่ขอบทางซอยเขาศรีอินทร์ ฟากเหนือตรงจุดบรรจบกับแนวเส้นขนานระยะ ๑๐๐ เมตร กับศูนย์กลางทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๒๓๒ จากจุดที่ ๖ เป็นเส้นขนานระยะ ๑๐๐เมตร กับศูนย์กลางทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๒๓๒ ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ถึงจุดที่๗ ซึ่งตั้งอยู่ตรงแนวเส้นขนานระยะ ๑๐๐ เมตร กับศูนย์กลางทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๒๓๒ตรงจุดที่อยู่ห่างจากศูนย์กลางทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๒๓๒ ไปทางทิศใต้ ตรงจุดบรรจบกับแนวเส้นขนานระยะ๑๐๐ เมตร กับศูนย์กลางทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๒๓๒ จากจุดที่ ๗ เป็นเส้นขนานระยะ ๑๐๐เมตร กับศูนย์กลางทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๒๓๒ ไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ถึงจุดที่๘ ซึ่งตั้งอยู่ริมคลองท่าหิน ฝั่งตะวันออก ตรงจุดที่อยู่ห่างจากศูนย์กลางทางหลวงแผ่นดินหมายเลข๔๒๓๒ ไปทางทิศใต้ ตรงจุดบรรจบกับแนวเส้นขนานระยะ ๑๐๐ เมตร กับศูนย์กลางทางหลวงแผ่นดินหมายเลข๔๒๓๒ ด้านตะวันตก จากจุดที่ ๘ เป็นเส้นเลียบริมคลองท่าหินฝั่งตะวันออก ไปทางทิศเหนือ ผ่านทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๒๓๒ บรรจบกับจุดที่ ๑ (๕) พื้นที่บริเวณที่ ๕ (อำเภอหัวไทร) จุดที่ ๑ คือ จุดที่ตั้งตรงแนวเส้นขนานระยะ๑๐๐ เมตร กับศูนย์กลางทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๐๘ (ตอนเฉลิมพระเกียรติ - ปากระวะ) ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ตามแนวเส้นตั้งฉากกับทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๐๘ (ตอนเฉลิมพระเกียรติ - ปากระวะ) ตรงจุดที่อยู่ห่างจากศูนย์กลางสี่แยกที่ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข๔๐๘ (ตอนเฉลิมพระเกียรติ - ปากระวะ) บรรจบกับถนนลาดยางหัวไทร - เขาพังไกร(สายเก่า) ไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ตามแนวทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๐๘ (ตอนเฉลิมพระเกียรติ- ปากระวะ) ระยะ ๙๕๐ เมตร ด้านเหนือ จากจุดที่ ๑ เป็นเส้นตรงไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือผ่านทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๐๘ (ตอนเฉลิมพระเกียรติ - ปากระวะ) ถึงจุดที่ ๒ ซึ่งตั้งอยู่ตรงแนวเส้นขนานระยะ๑๐๐ เมตร กับศูนย์กลางทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๐๘ (ตอนเฉลิมพระเกียรติ - ปากระวะ) ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือตามแนวเส้นตั้งฉากกับทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๐๘ (ตอนเฉลิมพระเกียรติ - ปากระวะ) ตรงจุดที่อยู่ห่างจากศูนย์กลางสี่แยกที่ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข๔๐๘ (ตอนเฉลิมพระเกียรติ - ปากระวะ) บรรจบกับถนนลาดยางหัวไทร - เขาพังไกร (สายเก่า)ไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ตามแนวทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๐๘ (ตอนเฉลิมพระเกียรติ -ปากระวะ) ระยะ ๙๕๐ เมตร ด้านตะวันออก จากจุดที่ ๒ เป็นเส้นขนานระยะ ๑๐๐เมตร กับศูนย์กลางทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๐๘ (ตอนเฉลิมพระเกียรติ - ปากระวะ) ไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ผ่านถนนลาดยางหัวไทร - เขาพังไกร (สายเก่า) ถนนสายหัวเสม็ด - บ้านบ่อผุด และคลองทะเลปัง- อิมอญ ถึงจุดที่ ๓ ซึ่งตั้งอยู่ตรงแนวเส้นขนานระยะ ๑๐๐ เมตร กับศูนย์กลางทางหลวงแผ่นดินหมายเลข๔๐๘ (ตอนเฉลิมพระเกียรติ - ปากระวะ) ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ตามแนวเส้นตั้งฉากกับทางหลวงแผ่นดินหมายเลข๔๐๘ (ตอนเฉลิมพระเกียรติ - ปากระวะ) ตรงจุดที่อยู่ห่างจากศูนย์กลางสี่แยกที่ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข๔๐๘ (ตอนเฉลิมพระเกียรติ - ปากระวะ) บรรจบกับถนนลาดยางหัวไทร - เขาพังไกร (สายเก่า)ไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ตามแนวทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๐๘ (ตอนเฉลิมพระเกียรติ -ปากระวะ) ระยะ ๑,๐๕๐ เมตร ด้านใต้ จากจุดที่ ๓ เป็นเส้นตรงไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ผ่านทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๐๘ (ตอนเฉลิมพระเกียรติ - ปากระวะ) ถึงจุดที่ ๔ ซึ่งตั้งอยู่ตรงแนวเส้นขนานระยะ๑๐๐ เมตร กับศูนย์กลางทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๐๘ (ตอนเฉลิมพระเกียรติ - ปากระวะ) ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ตามแนวเส้นตั้งฉากกับทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๐๘ (ตอนเฉลิมพระเกียรติ - ปากระวะ) ตรงจุดที่อยู่ห่างจากศูนย์กลางสี่แยกที่ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข๔๐๘ (ตอนเฉลิมพระเกียรติ - ปากระวะ) บรรจบกับถนนลาดยางหัวไทร - เขาพังไกร (สายเก่า)ไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ตามแนวทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๐๘ (ตอนเฉลิมพระเกียรติ -ปากระวะ) ระยะ ๑,๐๕๐ เมตร ด้านตะวันตก จากจุดที่ ๔ เป็นเส้นขนานระยะ ๑๐๐เมตร กับศูนย์กลางทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๐๘ (ตอนเฉลิมพระเกียรติ - ปากระวะ) ไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือผ่านคลองทะเลปัง - อิมอญ ถนนลาดยางหัวไทร - เขาพังไกร (สายเก่า) และถนนสายหัวเสม็ด- บ้านบ่อผุด บรรจบกับจุดที่ ๑ (๖) พื้นที่บริเวณที่ ๖ (อำเภอฉวาง) จุดที่ ๑ คือ จุดที่ตั้งอยู่ตรงแนวเส้นขนานระยะ๘๐ เมตร กับศูนย์กลางถนนคลองจันดี ๘ ไปทางทิศเหนือ ตรงจุดบรรจบกับแนวเส้นขนานระยะ ๕๐๐เมตร กับศูนย์กลางทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๐๑๕ (ตอนเขาธง - ฉวาง)ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ด้านเหนือ จากจุดที่ ๑ เป็นเส้นขนานระยะ ๘๐ เมตรกับศูนย์กลางถนนคลองจันดี ๘ ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ผ่านทางหลวงแผ่นดินหมายเลข๔๐๑๕ (ตอนเขาธง - ฉวาง) ถึงจุดที่ ๒ ซึ่งตั้งอยู่ตรงแนวเส้นขนานระยะ ๘๐ เมตร กับศูนย์กลางทางหลวงแผ่นดินหมายเลข๔๐๑๕ (ตอนเขาธง - ฉวาง) ไปทางทิศตะวันออก ตรงจุดที่อยู่ห่างจากศูนย์กลางสามแยกที่ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข๔๐๑๕ (ตอนเขาธง - ฉวาง) บรรจบกับถนนคลองจันดี ๘ ไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ระยะ ๘๐เมตร ด้านตะวันออก จากจุดที่ ๒ เป็นเส้นขนานระยะ ๘๐ เมตรกับศูนย์กลางทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๐๑๕ (ตอนเขาธง - ฉวาง) ไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ถึงจุดที่ ๓ ซึ่งตั้งอยู่ริมคลองจันดี ฝั่งเหนือ ตรงจุดที่อยู่ห่างจากศูนย์กลางทางหลวงแผ่นดินหมายเลข๔๐๑๕ (ตอนเขาธง - ฉวาง) ไปทางทิศตะวันออก ตรงจุดบรรจบกับแนวเส้นขนานระยะ ๘๐ เมตร กับศูนย์กลางทางหลวงแผ่นดินหมายเลข๔๐๑๕ (ตอนเขาธง - ฉวาง) ด้านใต้ จากจุดที่ ๓ เป็นเส้นเลียบริมคลองจันดีฝั่งเหนือ ไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ผ่านทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๐๑๕ (ตอนเขาธง -ฉวาง) ถึงจุดที่ ๔ ซึ่งตั้งอยู่ริมคลองจันดี ฝั่งเหนือ ตรงจุดที่อยู่ห่างจากศูนย์กลางทางหลวงแผ่นดินหมายเลข๔๐๑๕ (ตอนเขาธง - ฉวาง) ไปทางทิศตะวันตก ตรงจุดบรรจบกับแนวเส้นขนานระยะ ๘๐ เมตร กับศูนย์กลางทางหลวงแผ่นดินหมายเลข๔๐๑๕ (ตอนเขาธง - ฉวาง) จากจุดที่ ๔ เป็นเส้นขนานระยะ ๘๐ เมตรกับศูนย์กลางทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๐๑๕ (ตอนเขาธง - ฉวาง) ไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือถึงจุดที่ ๕ ซึ่งตั้งอยู่ตรงแนวเส้นขนานระยะ ๘๐ เมตร กับศูนย์กลางถนนคลองจันดี ๘ ไปทางทิศใต้ตรงจุดบรรจบกับแนวเส้นขนานระยะ ๘๐ เมตร กับศูนย์กลางทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๐๑๕ (ตอนเขาธง- ฉวาง) จากจุดที่ ๕ เป็นเส้นขนานระยะ ๘๐ เมตรกับศูนย์กลางถนนคลองจันดี ๘ ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ถึงจุดที่ ๖ ซึ่งตั้งอยู่ตรงแนวเส้นขนานระยะ๘๐ เมตร กับศูนย์กลางถนนคลองจันดี ๘ ไปทางทิศใต้ ตรงจุดบรรจบกับแนวเส้นขนานระยะ ๕๐๐เมตร กับศูนย์กลางทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๐๑๕ (ตอนเขาธง - ฉวาง) ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ด้านตะวันตก จากจุดที่ ๖ เป็นเส้นตรงไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือผ่านถนนคลองจันดี ๘ บรรจบกับจุดที่ ๑ (๗) พื้นที่บริเวณที่ ๗ (อำเภอทุ่งใหญ่) จุดที่ ๑ คือ จุดที่ตั้งอยู่ขอบทางทางหลวงแผ่นดินหมายเลข๔๑๕๖ (ตอนเขาพนม - ทุ่งใหญ่) ฟากใต้ ตรงจุดที่อยู่ห่างจากศูนย์กลางทางหลวงแผ่นดินหมายเลข๔๐๓๘ (ตอนคลองท่อม - ทุ่งใหญ่) ไปทางทิศตะวันตก ตรงจุดบรรจบกับแนวเส้นขนานระยะ ๑๐๐เมตร กับศูนย์กลางทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๐๓๘ (ตอนคลองท่อม - ทุ่งใหญ่) ด้านเหนือ จากจุดที่ ๑ เป็นเส้นเลียบขอบทางทางหลวงแผ่นดินหมายเลข๔๑๕๖ (ตอนเขาพนม - ทุ่งใหญ่) ฟากใต้ ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ถึงจุดที่ ๒ ซึ่งตั้งอยู่ขอบทางทางหลวงแผ่นดินหมายเลข๔๑๕๖ (ตอนเขาพนม - ทุ่งใหญ่) ฟากใต้ ตรงจุดที่อยู่ห่างจากศูนย์กลางทางหลวงแผ่นดินหมายเลข๔๐๓๘ (ตอนคลองท่อม - ทุ่งใหญ่) ไปทางทิศตะวันออก ตรงจุดบรรจบกับแนวเส้นขนานระยะ ๑๐๐เมตร กับศูนย์กลางทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๐๓๘ (ตอนคลองท่อม - ทุ่งใหญ่) ด้านตะวันออก จากจุดที่ ๒ เป็นเส้นขนานระยะ ๑๐๐เมตร กับศูนย์กลางทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๐๓๘ (ตอนคลองท่อม - ทุ่งใหญ่) ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ถึงจุดที่ ๓ ซึ่งตั้งอยู่ตรงแนวเส้นขนานระยะ ๑๐๐ เมตร กับศูนย์กลางทางหลวงแผ่นดินหมายเลข๔๐๓๘ (ตอนคลองท่อม - ทุ่งใหญ่) ไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ตามแนวเส้นตั้งฉากกับทางหลวงแผ่นดินหมายเลข๔๐๓๘ (ตอนคลองท่อม - ทุ่งใหญ่) ตรงจุดที่อยู่ห่างจากศูนย์กลางสามแยกที่ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข๔๑๕๖ (ตอนเขาพนม - ทุ่งใหญ่) บรรจบกับทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๐๓๘ (ตอนคลองท่อม -ทุ่งใหญ่) ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ตามแนวทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๐๓๘ (ตอนคลองท่อม- ทุ่งใหญ่) ระยะ ๑,๐๐๐ เมตร ด้านใต้ จากจุดที่ ๓ เป็นเส้นตรงไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือผ่านทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๐๓๘ (ตอนคลองท่อม - ทุ่งใหญ่) ถึงจุดที่ ๔ ซึ่งตั้งอยู่ตรงแนวเส้นขนานระยะ๑๐๐ เมตร กับศูนย์กลางทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๐๓๘ (ตอนคลองท่อม - ทุ่งใหญ่) ไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือตามแนวเส้นตั้งฉากกับทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๐๓๘ (ตอนคลองท่อม - ทุ่งใหญ่) ตรงจุดที่อยู่ห่างจากศูนย์กลางสามแยกที่ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข๔๑๕๖ (ตอนเขาพนม - ทุ่งใหญ่) บรรจบกับทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๐๓๘ (ตอนคลองท่อม -ทุ่งใหญ่) ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ตามแนวทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๐๓๘ (ตอนคลองท่อม- ทุ่งใหญ่) ระยะ ๑,๐๐๐ เมตร ด้านตะวันตก จากจุดที่ ๔ เป็นเส้นขนานระยะ ๑๐๐เมตร กับศูนย์กลางทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๐๓๘ (ตอนคลองท่อม - ทุ่งใหญ่) ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือบรรจบกับจุดที่ ๑ (๘) พื้นที่บริเวณที่ ๘ (อำเภอท่าศาลา) จุดที่ ๑ คือ จุดที่ตั้งอยู่ตรงแนวเส้นขนานระยะ๑๐๐ เมตร กับศูนย์กลางทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๐๑ (ตอนสิชล - ท่าแพ) ไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือตามแนวเส้นตั้งฉากกับทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๐๑ (ตอนสิชล - ท่าแพ) ตรงจุดที่อยู่ห่างจากศูนย์กลางสี่แยกที่ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข๔๐๑ (ตอนสิชล - ท่าแพ) บรรจบกับทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๑๔๐ (ตอนท่าศาลา - นบพิตำ) ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือตามแนวทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๐๑ (ตอนสิชล - ท่าแพ) ระยะ ๑,๕๐๐เมตร ด้านเหนือ จากจุดที่ ๑ เป็นเส้นตรงไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ผ่านทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๐๑ (ตอนสิชล - ท่าแพ) ถึงจุดที่ ๒ ซึ่งตั้งอยู่ตรงแนวเส้นขนานระยะ๑๐๐ เมตร กับศูนย์กลางทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๐๑ (ตอนสิชล - ท่าแพ) ไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ตามแนวเส้นตั้งฉากกับทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๐๑ (ตอนสิชล - ท่าแพ) ตรงจุดที่อยู่ห่างจากศูนย์กลางสี่แยกที่ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข๔๐๑ (ตอนสิชล - ท่าแพ) บรรจบกับทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๑๔๐ (ตอนท่าศาลา - นบพิตำ) ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือตามแนวทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๐๑ (ตอนสิชล - ท่าแพ) ระยะ ๑,๕๐๐เมตร ด้านตะวันออก จากจุดที่ ๒ เป็นเส้นขนานระยะ ๑๐๐เมตร กับศูนย์กลางทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๐๑ (ตอนสิชล - ท่าแพ) ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ถึงจุดที่ ๓ ซึ่งตั้งอยู่ริมคลองฆ่าสัตว์ ฝั่งเหนือ ตรงจุดที่อยู่ห่างจากศูนย์กลางทางหลวงแผ่นดินหมายเลข๔๐๑ (ตอนสิชล - ท่าแพ) ไปทางทิศตะวันออก ตรงจุดบรรจบกับแนวเส้นขนานระยะ ๑๐๐ เมตร กับศูนย์กลางทางหลวงแผ่นดินหมายเลข๔๐๑ (ตอนสิชล - ท่าแพ) จากจุดที่ ๓ เป็นเส้นเลียบริมคลองฆ่าสัตว์ฝั่งเหนือ ไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ผ่านทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๐๑ (ตอนสิชล -ท่าแพ) ถึงจุดที่ ๔ ซึ่งตั้งอยู่ริมคลองฆ่าสัตว์ ฝั่งเหนือ ตรงจุดบรรจบกับขอบทางทางหลวงแผ่นดินหมายเลข๔๐๑ (ตอนสิชล - ท่าแพ) ฟากตะวันตก จากจุดที่ ๔ เป็นเส้นเลียบขอบทางทางหลวงแผ่นดินหมายเลข๔๐๑ (ตอนสิชล - ท่าแพ) ฟากตะวันตก ไปทางทิศใต้ ผ่านทางแยกทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๑๔๐(ตอนท่าศาลา - นบพิตำ) ถึงจุดที่ ๕ ซึ่งตั้งอยู่ขอบทางทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๐๑ (ตอนสิชล- ท่าแพ) ฟากตะวันตก ตรงจุดที่อยู่ห่างจากศูนย์กลางทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๑๔๐ (ตอนท่าศาลา- นบพิตำ) ไปทางทิศใต้ ตรงจุดบรรจบกับแนวเส้นขนานระยะ ๑๐๐ เมตร กับศูนย์กลางทางหลวงแผ่นดินหมายเลข๔๑๔๐ (ตอนท่าศาลา - นบพิตำ) ด้านใต้ จากจุดที่ ๕ เป็นเส้นขนานระยะ ๑๐๐เมตร กับศูนย์กลางทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๑๔๐ (ตอนท่าศาลา - นบพิตำ) ไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือถึงจุดที่ ๖ ซึ่งตั้งอยู่ตามแนวเส้นขนานระยะ ๑๐๐ เมตร กับศูนย์กลางทางหลวงแผ่นดินหมายเลข๔๑๔๐ (ตอนท่าศาลา - นบพิตำ) ไปทางทิศใต้ ตามแนวเส้นตั้งฉากกับทางหลวงแผ่นดินหมายเลข๔๑๔๐ (ตอนท่าศาลา - นบพิตำ) ตรงจุดที่อยู่ห่างจากศูนย์กลางสี่แยกที่ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข๔๐๑ (ตอนสิชล - ท่าแพ) บรรจบกับทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๑๔๐ (ตอนท่าศาลา - นบพิตำ) ไปทางทิศตะวันตกตามแนวทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๑๔๐ (ตอนท่าศาลา - นบพิตำ) ระยะ ๑,๐๐๐เมตร ด้านตะวันตก จากจุดที่ ๖ เป็นเส้นตรงไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือผ่านทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๑๔๐ (ตอนท่าศาลา - นบพิตำ) ถึงจุดที่ ๗ ซึ่งตั้งอยู่ตรงแนวเส้นขนานระยะ๑๐๐ เมตร กับศูนย์กลางทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๑๔๐ (ตอนท่าศาลา - นบพิตำ) ไปทางทิศเหนือตามแนวเส้นตั้งฉากกับทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๑๔๐ (ตอนท่าศาลา - นบพิตำ) ตรงจุดที่อยู่ห่างจากศูนย์กลางสี่แยกที่ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข๔๐๑ (ตอนสิชล - ท่าแพ) บรรจบกับทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๑๔๐ (ตอนท่าศาลา - นบพิตำ) ไปทางทิศตะวันตกตามแนวทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๑๔๐ (ตอนท่าศาลา - นบพิตำ) ระยะ ๑,๐๐๐เมตร จากจุดที่ ๗ เป็นเส้นขนานระยะ ๑๐๐เมตร กับศูนย์กลางทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๑๔๐ (ตอนท่าศาลา - นบพิตำ) ไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ถึงจุดที่ ๘ ซึ่งตั้งอยู่ตรงแนวเส้นขนานระยะ ๑๐๐ เมตร กับศูนย์กลางทางหลวงแผ่นดินหมายเลข๔๑๔๐ (ตอนท่าศาลา - นบพิตำ) ไปทางทิศเหนือ ตรงจุดบรรจบกับแนวเส้นขนานระยะ ๑๐๐ เมตรกับศูนย์กลางทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๐๑ (ตอนสิชล - ท่าแพ) จากจุดที่ ๘ เป็นเส้นขนานระยะ ๑๐๐เมตร กับศูนย์กลางทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๐๑ (ตอนสิชล - ท่าแพ) ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือผ่านคลองฆ่าสัตว์และทางหลวงชนบท นศ. ๓๐๑๘ บรรจบกับจุดที่ ๑ ทั้งนี้ ภายในแนวเขตตามแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกานี้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่อ้างถึงมาตรานี้
พ.ศ. 2558
พ.ร.บ.จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ.2522 ที่ใช้บังคับขณะฟ้อง มาตรา 4 และมาตรา 19 แสดงว่าอธิการบดีซึ่งเป็นผู้แทนของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยโจทก์ ซึ่งเป็นนิติบุคคลย่อมมีอำนาจดำเนินกิจการทั่วไปแทนโจทก์ การฟ้องคดีเป็นสิทธิของบุคคลในกระบวนการยุติธรรม และความประสงค์ของนิติบุคคลแสดงออกโดยผู้แทนของนิติบุคคลนั้น อธิการบดีผู้แทนของโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีในนามโจทก์ได้ โดยไม่จำต้องได้รับมอบอำนาจจากสภามหาวิทยาลัย จำเลยยอมรับว่าได้เช่าอาคารพาณิชย์พิพาทจากโจทก์ จึงไม่มีอำนาจต่อสู้ว่าโจทก์ไม่มีอำนาจให้เช่าอีก และหากเป็
พ.ศ. 2557
โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม พ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510 มาตรา 4, 32, 107 พ.ร.บ.ยา (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2522 ซึ่งมาตรา 4 ที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ยา (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2522 ได้ถูกยกเลิกไปตาม พ.ร.บ.ยา (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2530 นั้น เห็นว่า แม้โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองโดยอ้าง พ.ร.บ.ยา (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2522 ซึ่งถูกยกเลิกและแก้ไขใหม่แล้ว และมิได้อ้าง พ.ร.บ.ยา (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2530 ที่แก้ไขใหม่ แต่คำว่า ขาย ตามมาตรา 4 ซึ่งแก้ไขใหม่ยังคงหมายความรวมถึงมีไว้เพื่อขายและถือเป็นความผิด ดังนั้นการกระทำของจำเลยทั้งสองจึงยังเป็นความ
พ.ศ. 2557
ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาว่าจำเลยร่วมไม่ต้องรับผิด ทั้งข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ไม่ได้กระทบกระเทือนสิทธิของจำเลยร่วม จำเลยร่วมจึงไม่มีสิทธิฎีกา ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ผู้ทำละเมิดเป็นลูกจ้างกองน้ำบาดาล ในสังกัดจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐที่มีฐานะเป็นกรม จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลละเมิดที่จำเลยที่ 1 ทำตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 4 และมาตรา 5 วรรคหนึ่ง แม้ต่อมาจะมี พ.ร.ฎ.ให้โอนกองน้ำบาดาลไปสังกัดจำเลยร่วม ก็เป็นการเปลี่ยนแปลงเฉพาะฐานะของกองน้ำบาดาล ความรับ
ค้นต่อ