ทนาย Thanoy · iApp
พระราชกฤษฎีกากำหนดกิจการอันพึงเป็นงานธนาคารของธนาคารอาคารสงเคราะห์ พ.ศ. 2518

มาตรา 4

ยังไม่ยืนยันสถานะ
ยังไม่ได้ยืนยันว่ามาตรานี้ยังใช้บังคับอยู่หรือไม่ — เหตุผล · โปรดตรวจสอบกับแหล่งทางการก่อนนำไปใช้
พระราชกฤษฎีกากำหนดกิจการอันพึงเป็นงานธนาคารของธนาคารอาคารสงเคราะห์ พ.ศ. 2518 มาตรา 4 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช นายกรัฐมนตรีหมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ เพื่อขยายขอบเขตการดำเนินงานของธนาคารอาคารสงเคราะห์ให้กว้างขวางขึ้นครอบคลุมกิจการอันเป็นงานของธนาคารพาณิชย์ทั่ว ๆ ไป ทั้งนี้ เพื่อให้ธนาคารอาคารสงเคราะห์สามารถให้ความช่วยเหลือทางการเงินในกิจการอันเกี่ยวกับการเคหะสงเคราะห์ได้เต็มที่ประกอบกับมีกิจการบางอย่างที่สมควรกำหนดให้เป็นงานของธนาคารอาคารสงเคราะห์ เช่น การเป็นตัวแทนและการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่การเคหะแห่งชาติ การร่วมกับสถาบันการเงินอื่นเพื่อการให้กู้ยืม และการจัดการกองทุนร่วมออมทรัพย์และสินเชื่อเพื่อการเคหะสงเคราะห์และค้ำประกันผู้เข้าร่วมกองทุนเป็นต้นจึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้ขึ้นมาตรา ฉบับที่ 2 พระราชกฤษฎีกากำหนดกิจการอันพึงเป็นงานธนาคารของธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๒หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ เนื่องจากปัจจุบันได้เกิดปัญหาภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ซึ่งส่งผลทำให้ระบบสถาบันการเงินเกิดปัญหาขาดสภาพคล่อง สถาบันการเงินของเอกชนจึงชะลอการให้สินเชื่อทำให้ประชาชนและผู้ใช้บริการของสถาบันการเงินของเอกชนมาใช้บริการของสถาบันการเงินของรัฐ เช่นธนาคารอาคารสงเคราะห์เพิ่มขึ้นทำให้ธนาคารอาคารสงเคราะห์ต้องรับภาระในด้านการให้สินเชื่อเพิ่มขึ้น จึงจำเป็นจะต้องเพิ่มช่องทางในการลงทุนและการจัดหาเงินทุน โดยให้ธนาคารอาคารสงเคราะห์สามารถประกอบกิจการอันพึงเป็นงานธนาคารประเภทอื่นได้มากขึ้น เช่น การซื้อหรือรับโอน การขายหรือจำหน่ายสินทรัพย์ประเภทสินเชื่อที่อยู่อาศัย การดำเนินการเกี่ยวกับการแปลงสินทรัพย์ประเภทสินเชื่อที่อยู่อาศัยเป็นหลักทรัพย์ หรือการเป็นตัวแทนเรียกเก็บและรับชำระหนี้ประเภทสินเชื่อที่อยู่อาศัย เป็นต้น ประกอบกับในการให้สินเชื่อของธนาคารอาคารสงเคราะห์จำเป็นต้องมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งนี้โดยต้องอาศัยข้อมูลสินเชื่อที่ถูกต้องและครบถ้วนเพราะหากขาดข้อมูลสินเชื่อดังกล่าวย่อมส่งผลให้การวิเคราะห์สินเชื่อผิดพลาดและทำให้มีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้เพิ่มขึ้น จึงมีความจำเป็นที่จะต้องกำหนดให้ธนาคารอาคารสงเคราะห์จัดตั้งหรือร่วมกิจการกับบุคคลอื่นเพื่อจัดตั้งบริษัท องค์กรหรือหน่วยงานเพื่อดำเนินการเกี่ยวกับการรวบรวม ประมวลผล และให้บริการเกี่ยวกับข้อมูลการให้สินเชื่อ ซึ่งจะทำให้การให้สินเชื่อที่อยู่อาศัยของธนาคารอาคารสงเคราะห์เป็นไปอย่างรอบคอบและรัดกุมยิ่งขึ้น ดังนั้น สมควรแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกฤษฎีกากำหนดกิจการอันพึงเป็นงานธนาคารของธนาคารอาคารสงเคราะห์ พ.ศ. ๒๕๑๘เพื่อให้ธนาคารอาคารสงเคราะห์สามารถประกอบกิจการอันพึงเป็นงานธนาคารได้เพิ่มขึ้น จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้มาตรา ฉบับที่ 3 พระราชกฤษฎีกากำหนดกิจการอันพึงเป็นงานธนาคารของธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๔๗หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ เนื่องจากปัจจุบันรัฐมีนโยบายสนับสนุนให้ประชาชนทุกกุล่มสามารถมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองโดยผ่านระบบการอำนวยสินเชื่อ แต่ประชาชนผู้มีรายได้น้อยไม่มีเงินออม และผู้ประกอบอาชีพอิสระบางอาชีพไม่สามารถแสดงหลักฐานแหล่งที่มาของรายได้ทำให้ประสบปัญหาในการขอสินเชื่อที่อยู่อาศัยตามวิธีการว่าด้วยความเสี่ยงตามระบบของธนาคาร ประกอบกับอำนาจหน้าที่ของธนาคารอาคารสงเคราะห์ในปัจจุบันยังมีข้อจำกัด สมควรขยายขอบเขตการดำเนินงานของธนาคารอาคารสงเคราะห์ให้สามารถประกอบกิจการในการซื้อ ให้เช่า ให้เช่าซื้อ โอนสิทธิหรือรับโอนสิทธิการเช่า การเช่าซื้อขายหรือจำหน่ายด้วยวิธีอื่นใดซึ่งอสังหาริมทรัพย์อันเป็นกลไกในการให้สินเชื่อวิธีหนึ่งที่จะรองรับนโยบายของรัฐในการให้ประชาชนกลุ่มดังกล่าวสามารถมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองได้ จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้มาตรา ฉบับที่ 4 พระราชกฤษฎีกากำหนดกิจการอันพึงเป็นงานธนาคารของธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๖๑หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ เนื่องจากพระราชกฤษฎีกากำหนดกิจการอันพึงเป็นงานธนาคารของธนาคารอาคารสงเคราะห์ พ.ศ. ๒๕๑๘ ที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน ไม่สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจและการเงินที่เปลี่ยนแปลงไป สมควรแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติดังกล่าวเพื่อขยายขอบเขตการดำเนินงานของธนาคารอาคารสงเคราะห์ในการประกอบกิจการอันพึงเป็นงานธนาคาร โดยให้รวมถึงการรับประกันสินเชื่อที่อยู่อาศัย การรับประเมินมูลค่าทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันสินเชื่อที่อยู่อาศัยการประกอบธุรกิจนายหน้าประกันวินาศภัยและประกันชีวิต และการให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์อันจะทำให้ธนาคารอาคารสงเคราะห์สามารถดำเนินกิจการของธนาคารที่มีความหลากหลายยิ่งขึ้น จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่อ้างถึงมาตรานี้

ฎีกาที่ 1323/2558

พ.ศ. 2558

พ.ร.บ.จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ.2522 ที่ใช้บังคับขณะฟ้อง มาตรา 4 และมาตรา 19 แสดงว่าอธิการบดีซึ่งเป็นผู้แทนของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยโจทก์ ซึ่งเป็นนิติบุคคลย่อมมีอำนาจดำเนินกิจการทั่วไปแทนโจทก์ การฟ้องคดีเป็นสิทธิของบุคคลในกระบวนการยุติธรรม และความประสงค์ของนิติบุคคลแสดงออกโดยผู้แทนของนิติบุคคลนั้น อธิการบดีผู้แทนของโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีในนามโจทก์ได้ โดยไม่จำต้องได้รับมอบอำนาจจากสภามหาวิทยาลัย จำเลยยอมรับว่าได้เช่าอาคารพาณิชย์พิพาทจากโจทก์ จึงไม่มีอำนาจต่อสู้ว่าโจทก์ไม่มีอำนาจให้เช่าอีก และหากเป็

ฎีกาที่ 6858/2557

พ.ศ. 2557

โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม พ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510 มาตรา 4, 32, 107 พ.ร.บ.ยา (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2522 ซึ่งมาตรา 4 ที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ยา (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2522 ได้ถูกยกเลิกไปตาม พ.ร.บ.ยา (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2530 นั้น เห็นว่า แม้โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองโดยอ้าง พ.ร.บ.ยา (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2522 ซึ่งถูกยกเลิกและแก้ไขใหม่แล้ว และมิได้อ้าง พ.ร.บ.ยา (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2530 ที่แก้ไขใหม่ แต่คำว่า ขาย ตามมาตรา 4 ซึ่งแก้ไขใหม่ยังคงหมายความรวมถึงมีไว้เพื่อขายและถือเป็นความผิด ดังนั้นการกระทำของจำเลยทั้งสองจึงยังเป็นความ

ฎีกาที่ 17950/2557

พ.ศ. 2557

ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาว่าจำเลยร่วมไม่ต้องรับผิด ทั้งข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ไม่ได้กระทบกระเทือนสิทธิของจำเลยร่วม จำเลยร่วมจึงไม่มีสิทธิฎีกา ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ผู้ทำละเมิดเป็นลูกจ้างกองน้ำบาดาล ในสังกัดจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐที่มีฐานะเป็นกรม จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลละเมิดที่จำเลยที่ 1 ทำตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 4 และมาตรา 5 วรรคหนึ่ง แม้ต่อมาจะมี พ.ร.ฎ.ให้โอนกองน้ำบาดาลไปสังกัดจำเลยร่วม ก็เป็นการเปลี่ยนแปลงเฉพาะฐานะของกองน้ำบาดาล ความรับ

ค้นต่อ

พระราชกฤษฎีกากำหนดกิจการอันพึงเป็นงานธนาคารของธนาคารอาคารสงเคราะห์ พ.ศ. 2518 มาตรา 4 · Thanoy