มาตรา 1628
คำพิพากษาศาลฎีกาที่อ้างถึงมาตรานี้
ฎีกาที่ 3718/2548
ผู้ร้องเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย แม้จะแยกกันอยู่ แต่เมื่อยังมิได้หย่าขาดจากกันตามกฎหมาย ก็ไม่สิ้นสิทธิโดยธรรมในการสืบมรดกของผู้ตายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1628 ผู้ร้องจึงเป็นทายาทโดยธรรมมีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย ผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องขอต่อศาลขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1713 ไม่จำต้องมีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตายโดยเป็นทายาทโดยตรงของผู้ตาย เมื่อผู้คัดค้านที่ 1 อยู่กินฉันสามีภริยากับผู้ตายเป็นเวลานานถึง 10 ปีเศษ จนกระทั่งผู้ตายถึงแก่ความตาย มีทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันถือได้ว่า
ฎีกาที่ 152/2527
กฎหมายลักษณะผัวเมียและ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ไม่ได้บัญญัติว่า เมื่อสามีละทิ้งภริยาเพียงอย่างเดียวเป็นเหตุให้ขาดจากการสมรส ฉะนั้นเมื่อ พ. กับโจทก์เป็นสามีภริยากันก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ต่อมา พ. ละทิ้งร้างโจทก์ไปหลายปีแล้วกลับมาอยู่กินฉันสามีภริยากันอีกหลังจากประกาศใช้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 โดยมิได้จดทะเบียนสมรสกันก็ตาม ก็ต้องถือว่า พ. และโจทก์เป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมายในขณะที่ พ. ถึงแก่กรรมเมื่อพ.ศ.2514 โจทก์ในฐานะทายาทฟ้องเรียกทรัพย์มรดกจากจำเลยในฐานะผู้จัดการมร
ฎีกาที่ 211/2494
ชายหญิงแต่งงานอยู่กินกันฉันท์สามีภริยาโดยเปิดเผย มิได้จดทะเบียนสมรสจนเกิดบุตรด้วยกันนั้น ย่อมถือว่าบุตรนี้เป็นบุตรนอกกฎหมายแต่เมื่อปรากฎโดยพฤติการณ์ที่รู้กันโดยทั่วไปว่าบุตรนั้นเป็นบุตรของชายนั้น และเมื่อเด็กเกิดชายนั้นก็ได้ไปแจ้งทะเบียนว่าเป็นบุตรของตนดังนี้ ย่อมถือได้ว่าเด็กนั้นเป็นบุตรนอกกฎหมายบิดารับรองแล้ว เป็นทายาทมีสิทธิได้รับมรดกของบิดาตาม ป.พ.พ.มาตรา 1627 และตามนัยฎีกาที่ 826/2492
ฎีกาที่ 97/2487
สามีภรรยาแยกกันหยู่ช้านานหรือเรียกว่าร้างกันนั้น ไม่ทำไห้ขาดจากสามีภรรยากัน และไม่สิ้นสิทธิรับมรดกซึ่งกันและกัน.โจทฟ้องเรียกสินเดิมและขอแบ่งมรดกนายอิ่มผู้รายซึ่งเปนสามีโจทจำเลย สาลชั้นต้นเห็นว่า โจทกับนายอิ่มหย่าขาดกันมานานแล้ว พิพากสายกฟ้งอ สาลอุธรน์ฟังว่า โจทได้ออกจากบ้านไปรักสาตัวที่อื่นจังไม่ขาดจากเปนผัวเมียกับนายอิ่ม จึงพิพากสา ไห้หักไช้สินเดิมของโจท และแบ่งมรดกนายอิ่มไห้โจทจำเลยคนละครึ่ง จำเลยดีกาว่า โจทกับนายอิ่มร้างกันไปนานแล้ว สแดงว่าขาดจากสามีภรรยากัน โจทไม่ควนได้รับมรดก สาลดีกาเห็นว่า
ฎีกาที่ 892/2482
สามีภริยา (ก่อนประมวล) ต่างแยกกันอยู่ มิได้อยู่กินด้วยกันฉันท์สามีภริยาเป็นเวลานานหลายปีจนตราบเท่าสามีตาย แต่ไม่ได้ทำนิติกรรมหย่าขาดจากกัน หรือแบ่งปันทรัพย์กันระหว่างกันนั้นยังถือว่าสามีภรียามิได้ขาดจากกันตามกฎหมายสามีตายเมื่อ พ.ศ. 2481 ภริยาร้าง นั้นมีสิทธิ์ได้รับมฤดกของสามีตาม ม.1628 อ้างฎีกาที่ 494/2472 จำเลยชนะคดีในศาลชั้นต้นแต่แพ้ในชั้นอุทธรณ์ เมื่อจำเลยฏีกาจำเลยไม่ต้องวางเงินค่าธรรมเนียมที่จะต้องเสียแทนอีกฝ่ายหนึ่ง.โจทก์อ้างว่าเป็นภริยาผู้ตาย จึงฟ้องขอรับส่วนแบ่งมฤดก ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโ