มาตรา 1486
คำพิพากษาศาลฎีกาที่อ้างถึงมาตรานี้
ฎีกาที่ 890/2517
กฎหมายลักษณะผัวเมียไม่ได้บังคับว่า ถ้าคู่สมรสไม่หย่าขาดจากกันจะทำสัญญาแบ่งทรัพย์สินกันไม่ได้ ฉะนั้นเมื่อสามีภริยาก่อนประกาศใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ทำสัญญาแบ่งทรัพย์สินกัน หลังจากประกาศใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 แล้วย่อมไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนไม่ตกเป็นโมฆะ สัญญาดังกล่าวจะต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1461 ตราบใดที่สามีภริยายังมิได้บอกล้าง ย่อมต้องถือว่าสัญญาดังกล่าวใช้บังคับได้อยู่เสมอซึ่งมีผลให้เป็นการแ
ฎีกาที่ 1127/2487
ในเรื่องขออายัติทรัพย์ก่อนคำพิพากสา ได้ความว่าทรัพย์นั้น เดิมเปนสินบริคนห์ พายหลังจำเลยทำสัญญาแยกสินบริคนห์ให้เปนสินส่วนตัวของสามีนั้น สาลยังไม่จำต้องวินิจฉัยเรื่องสัญญา ถือว่าเปนทรัพย์ที่ขออายัติได้ ในเวลายื่นคำร้องขออายัติทรัพย์เปนของจำเลย แม้ต่อมาจะถูกโอนไปก็อยู่ในข่ายขออายัติได้ และการที่จำเลยกะทำการให้มีการโอนไปนั้นถือว่าเปนเหตุอันควนให้อายัติได้โจทขออายัติทรัพย์ของจำเลยก่อนคำพิพากสาสาลชั้นต้นไต่สวนแล้วสั่งยกฟ้อง โจทอุทธรน์ สาลอุธรน์เห็นว่า ขณะที่สาลชั้นต้นมีคำสั่ง ยังไม่มีการโอนโฉนดกัน คือ
ฎีกาที่ 557/2485
แม้ศาลชั้นต้นไม่รับฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามฎีกาของจำเลยฉบับลงวันที่ 20 มิถุนายน 2538 แล้วก็ตาม แต่การที่จำเลยยื่นคำร้องภายในกำหนดอายุฎีกา ขอให้ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ผู้พิจารณาคดีดังกล่าวอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง โดย ที่ จำเลยมิได้ยื่นฎีกาฉบับใหม่เข้ามาอีก เพราะจำเลยเข้าใจว่าฎีกาฉบับเดิมยังคงใช้ได้อยู่ เพื่อประโยชน์แห่งความเป็นธรรมย่อมอนุโลมได้ว่าจำเลยยอมถือเอาฎีกาฉบับลงวันที่ 20 มิถุนายน 2538 เป็นฎีกาของจำเลยต่อไป ดังนั้นเมื่อผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกา ฎีกาของจำเลยฉบับเดิมก็ยังคงมีผล