มาตรา 73
- พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 25/1
- พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 21) พ.ศ. 2551 มาตรา 5
- พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 29) พ.ศ. 2565 มาตรา 3
- พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2559 มาตรา 9
คำพิพากษาศาลฎีกาที่อ้างถึงมาตรานี้
ฎีกาที่ 570/2499
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 570/2499หลักกฎหมาย: โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษและเพิ่มโทษ ก.ม.อาญา ม.73 แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่าจะต้องเพิ่มโทษจำเลยตาม ม.72 ศาลก็เพิ่มโทษจำเลยตาม ม.72 ได้ไม่เป็นการเกินคำขอ จำเลยทำการชิงทรัพย์และได้ทำให้ทรัพย์ของเจ้าของทรัพย์เสียหายด้วย เมื่อปรากฏว่าการกระทำของจำเลยเกิดขึ้นในถานที่เดียวกันในเวลาติดต่อเนื่องกันด้วยเจตนามุ่งหวังในทรัพย์ไม่ขาดตอนกันเช่นนี้การกระทำของจำเลยถือว่าเป็นความผิดหลายบทไม่ใช่หลายกะทง.โจทก์ฟ้องว่าจำเลยได้พยายามชิงทรัพย์ของนายฮีเจ็ง แซ่แต้ และจำเลยได้ทำทรัพย์ของน
ฎีกาที่ 981/2498
โจทก์บรรยายฟ้องในข้อขอให้เพิ่มโทษฐานไม่เข็ดหลาบว่าจำเลยเคยต้องโทษมาแล้ว 2 ครั้งครั้งแรกจำคุก 4 ปีฐานฆ่าคนตายโดยไม่เจตนาตามคดีแดงที่ 541/2491 ครั้งที่2 จำคุก 6 เดือนฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน พ้นโทษไปเมื่อ พ.ศ.2495 มากระทำผิดในคดีนี้ภายใน 3 ปี ไม่เข็ดหลาบขอให้เพิ่มโทษตาม กฎหมายอาญา มาตรา 73 ด้วยจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องตลอดจนข้อเคยต้องโทษและพ้นโทษ ดังนี้โทษเก่าครั้งหลังเพียง 6 เดือนย่อมเพิ่มโทษตามมาตรา 73 ไม่ได้ และเมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยพ้นโทษครั้งแรกเมื่อใดโจทก์กล่าวเพียงว่าจำเลยต้องโทษตามคดีแ
ฎีกาที่ 1247/2498
เมื่อโทษที่จะเพิ่มและจะลดมีกำหนด (กึ่งหนึ่ง ) เท่ากัน ศาลต้องให้หักกลบลบกันไม่ต้องเพิ่มไม่ต้องลด แม้ ม. 293 จะกำหนดโทษจำคุกอย่างสูงไว้ไม่เกิน 5 ปี แต่เมื่อมีการเพิ่มโทษ ผู้นั้นก็ยังต้องถูกเพิ่มโทษอีกโสดหนึ่งด้วย
ฎีกาที่ 1199/2498
ถ้าผู้ใดเคยได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาให้จำคุกมาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ครั้ง ตามความใน พระราชบัญญัติกักกันผู้มีสันดานเป็นผู้ร้าย พ.ศ.2479 มาตรา 8 นั้นหมายความว่าถ้าผู้ใดได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษามาแล้วตั้งแต่ 2 ครั้งหรือกว่า 2 ครั้งขึ้นไป ก็เรียกว่าไม่น้อยกว่า 2 ครั้งจำเลยได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาฐานลักทรัพย์มาแล้ว 2 ครั้ง เมื่อมาต้องคำพิพากษาจำคุกฐานลักทรัพย์อันเป็นเหตุร้ายในคดีนี้ขึ้นอีก กรณีจึงเข้าเกณฑ์ความผิดตาม พระราชบัญญัติกักกันผู้มีสันดานเป็นผู้ร้าย พ.ศ.2479 มาตรา 8 ด้วย (ฎีกาที่ 714/2498)
ฎีกาที่ 840/2486
โจทบันยายฟ้องขอไห้ลงโทสจำเลยถานปล้นทรัพย์ และขอไห้เพิ่มโทสจำเลย คำขอท้ายฟ้องไม่ได้อ้างบทมาตราที่ขอไห้เพิ่มโทสสาลก็ย่อมเพิ่มโทสจำเลยได้แล้วแต่กรนีจะต้องด้วยมาตราได ม. 72 ถึง 76 ก.ม. อาญาเปนเรื่องเพิ่มโทสผู้กะทำผิด หาไช่เปนมาตราไนกดหมายซึ่งบัญญัติว่าการกะทำหย่างไดเปนความผิดดังที่บังคับไน ป.ม.วิธีพิจารนาความอาญา มาตรา 158 ไม่.ฟ้องโจทกล่าวว่า จำเลยได้สมคบกันทำการปล้นทรัพย์ของนายช้วน ดีเมืองไปรวมราคา ๑๓๔๐ บาท ๕๐ สตางค์ ก่อนคดีนี้นายเชือนจำเลยเคยต้องโทสจำคุก ๕ ปีถานปล้นทรัพย์มาแล้ว พ้นโทสมายังไม่เกิน