ทนาย Thanoy · iApp
ประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 42

ชุดหลัก
ในการคำนวณระยะเวลากักกัน ให้นับวันที่ศาลพิพากษาเป็นวันเริ่มกักกัน แต่ถ้ายังมีโทษจำคุกหรือกักขังที่ผู้ต้องกักกันนั้นจะต้องรับอยู่ก็ให้จำคุกหรือกักขังเสียก่อนและให้นับวันถัดจากวันที่พ้นโทษจำคุก หรือพ้นจากกักขังเป็นวันเริ่มกักกัน ระยะเวลากักกัน และการปล่อยตัวผู้ถูกกักกัน ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๒๑ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่อ้างถึงมาตรานี้

ฎีกาที่ 196/2510

พ.ศ. 2510

ฟ้องขอให้กักกัน หาใช่ฟ้องเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยเพื่อให้ศาลลงโทษตามความผิดไม่ จึงไม่ต้องระบุรายละเอียดเกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ และแม้จะมิได้บรรยายว่า

ฎีกาที่ 858/2493

พ.ศ. 2493

ครั้งแรกจำเลยต้องโทษฐานทำร้ายร่างกาย ตาม ก.ม. ลักษณะอาญามาตรา 254 ศาลจำคุก 15 วัน ปรับ 20 บาท โทษจำคุกรอการลงอาญาไว้ครั้งที่สอง ต้องโทษฐานชิงทรัพย์แต่หลบหนีการควบคุม มากระทำผิดฐานชิงทรัพย์อีกเป็นครั้งที่สามได้ยกเอาโทษจำคุกที่รอไว้ในครั้งแรกมาลงแก่จำเลยด้วย แต่จำเลยก็ยังไม่ได้พ้นจากโทษจำคุกนั้นไปจึงจะเพิ่มโทษจำเลยตามมาตรา 72 ในความผิดครั้งที่สามไม่ได้

ฎีกาที่ 123/2487

พ.ศ. 2487

จำเลยถูกลงโทสและรอการลงอาญา ไว้ แล้วมาทำผิดอีก 2 ครั้งพายไน 3 ปีดังนี้ จะเพิ่มโทสจำเลยสำหรับความผิดอันดับ 3 นั้นไม่ได้.ได้ความตามโจทฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๖ สิงหาคม ๒๔๘๖ จำเลยลักผ้านุ่งของนางมีไป ก่อนคดีนี้จำเลยเคยต้องคำพิพากสาไห้จำคุก ๑ เดือนถานรับของโจร แต่รอการลงอาญาไว้ ยังไม่ถึง ๕ ปี และต่อมาวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๔๘๖ จำเลยได้กะทำผิดถานลักทรัพย์สาลพิพากสาไห้นำโทสจำคุกที่รอไว้มารวมกับโทสจำคุกไนคดีนั้น พร้อมกับเพิ่มโทสจำเลยตามกดหมายลักสนะอาญามาตรา ๔๒ เส็ดไปแล้ว สาลชั้นต้นและสาลอุธรน์พิพากสาลงโทสจำเลย

ฎีกาที่ 822/2483

พ.ศ. 2483

ความผิดฐานพาฝิ่นเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งตาม พรบ ฝิ่นบัญญัติโทษไว้ทั้งจำและปรับนั้น ศาลลงโทษจำคุกสถานเดียวได้ตาม+ลักษณอาญามาตรา 23คดีนี้จำเลยต้องหาว่าพาฝิ่นเข้ามาในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยตาม พรบ ฝิ่นฉะบับที่ ๔ พ.ศ. ๒๔๘๑ ม. ๔ ศาลจังหวัดเชียงรายลงโทษจำคุกจำเลย ๑ เดือน ลดกึ่งหนึ่งตามกฎหมายอาญามาตรา ๕๙ คงจำ ๑๕ วัน โจทก์อุทธรณ์ว่าตามบทกฎหมายบัญญัติให้ลงโทษทั้งจำทั้งปรับ ศาลลงโทษจำคุกอย่างเดียวโดยไม่ปรับด้วยไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์เห็นว่า แม้ พรบ ฝิ่นฉะบับที่ ๔ พ.ศ.

ฎีกาที่ 559/2483

พ.ศ. 2483

ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของโจทก์ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 220 จึงไม่รับ โจทก์เห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยว่าจำเลยกระทำความผิดฐานใช้เอกสารปลอมหรือไม่และเอกสารหมาย จ.11 และ จ.4 เป็นเอกสารปลอมหรือไม่จึงเป็นการที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยความผิดตามฟ้องให้ครบถ้วน เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ ไม่ปรากฏหลักฐานในสำนวนว่าจำเลย ได้รับสำเนาคำร้องแล้วหรือไม่

ค้นต่อ

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 42 · Thanoy