มาตรา 243
คำพิพากษาศาลฎีกาที่อ้างถึงมาตรานี้
ฎีกาที่ 1330/2499
ชายเตะขาหญิงล้มแล้วตบเตะจิกผมขึ้นคร่อมนอนทับแล้วปลดกระดุมกางเกงและเลิกผ้าถุงหญิงขึ้นไปถึงโคนขา หญิงเอามือกดผ้าถุงปิดของลับและยันอกชายไว้ร้องให้คนช่วย ชายอุดปากบีบคอจับนมและจูบแก้มหญิงจนมีคนวิ่งมาร้องถาม ชายจึงผละหนีไปดังนี้ ย่อมเห็นได้ว่าชายมีเจตนาจะข่มขืนกระทำชำเราหญิง พฤติการณ์จึงเป็นการพยายามข่มขืนกระทำชำเรา การที่จำเลยพูดกับชายนั้นแล้วเดินตามหญิงมากับชายนั้น ขณะที่ชายกอดปล้ำหญิง จำเลยยืนถือมีดห่างหญิง 1 ศอก ทั้งยังช่วยตบเตะและพูดขู่ไม่ให้หญิงร้อง เมื่อชายให้จำเลยไปคอยจำเลยก็ไป ตอนที่มีคนวิ่ง
ฎีกาที่ 1458/2498
โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ที่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ม. 218 นั้นหมายถึงโทษแต่ละกะทง
ฎีกาที่ 21/2491
ฟ้องหาว่าจำเลยกระทำผิดเมื่อคืนระหว่างวันที่ 11,12 ทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยกระทำผิดในคืนวันที่ 10 ถือว่า ข้อเท็จจริงที่ได้ความตามทางพิจารณาต่างกับข้อเท็จจริง ที่บรรยายมาในฟ้องลงโทษจำเลยไม่ได้ตาม ป.วิ.อาญามาตรา 192(2).
ฎีกาที่ 828/2486
ไช้อุบายยั่วกามารมย์หยิงจนหยิงยินยอมไห้ชำเรา ไม่เรียกว่าไช้อุบายหลอกลวงชำเราขืนไจหยิง ไม่มีความผิด.สาลชั้นต้นลงโทสจำเลยถานข่มขืนกะทำชำเรา จำเลยอุธรน์ สาลอุธรน์พิพากสากลับไห้ยกฟ้อง. โจทดีกา สาลดีกาฟังว่าจำเลยเปนครูไหย่โรงเรียนประชาบาล ผู้เสียหายอายุย่างเข้า ๑๕ ปีเรียนจบปถม ๔ แล้ว เคยเปนนักเรียนโรงเรียนนั้น พรึติการน์ที่จำเลยกะทำแก่ผู้เสียหายนั้น ผู้เสียหายรู้ดีว่าจำเลยต้องการล่วงเกินไนทางประเวนี และจำเลยยั่วกามารมน์ถึงขนาด ผู้เสียหายจึงยินยอมไห้จำเลยทำชำเรา เช่นนี้ ไม่เรียกว่าจำเลยไช้อุบายหลอกลวง
ฎีกาที่ 66/2485
อาญา ม.243 เป็นความผิดอาญาแผ่นดิน ไม่ใช่ความผิดต่อส่วนตัว ผู้เสียหายไม่มีอำนาจถอนคดีได้