ทนอย.Thanoy · iApp
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 8

ชุดหลัก
ถ้าคดีสองเรื่องซึ่งมีประเด็นอย่างเดียวกันหรือเกี่ยวเนื่องใกล้ชิดกัน อยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นที่มีเขตอำนาจสองศาลต่างกัน และศาลทั้งสองนั้นได้ยกคำร้องทั้งหลายที่ได้ยื่นต่อศาลขอให้คดีทั้งสองได้พิจารณาพิพากษารวมในศาลเดียวกันนั้นเสีย ตราบใดที่ศาลใดศาลหนึ่งยังมิได้พิพากษาคดีนั้น ๆ คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องต่ออธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ เพื่อขอให้มีคำสั่งให้ศาลใดศาลหนึ่งจำหน่ายคดีซึ่งอยู่ในระหว่างพิจารณานั้นออกเสียจากสารบบความ หรือให้โอนคดีไปยังอีกศาลหนึ่งก็ได้แล้วแต่กรณี คำสั่งใด ๆ ของอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์เช่นว่านี้ให้เป็นที่สุด

คำพิพากษาศาลฎีกาที่อ้างถึงมาตรานี้

ฎีกาที่ 1330/2532

พ.ศ. 2532

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1330/2532หลักกฎหมาย: โจทก์ฟ้องต่อศาลจังหวัดปัตตานี ขอให้ลงโทษจำเลยฐานหมิ่นประมาทโจทก์จำเลยได้ยื่นคำร้องขอให้รวมการพิจารณาคดีที่โจทก์ฟ้องเข้ากับคดีที่โจทก์อีกคนหนึ่งฟ้องจำเลยที่ศาลแขวงพระนครเหนือ โดยขอให้โอนคดีไปพิจารณาพิพากษาที่ศาลแขวงพระนครเหนือ แต่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาต เช่นนี้จำเลยหาอาจยื่นคำร้องขอให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ชี้ขาดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 6,8 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ได้ไม่ เพราะคดีอาญานั้นมีบทบัญญัติตาม ประมวลกฎหมาย

ฎีกาที่ 1117/2497

พ.ศ. 2497

เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมศาลฎีกาจะเรียกสำนวนคดีอื่นมาประกอบการวินิจฉัยก่อน มีคำพิพากษาก็ได้โจทย์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินนาฟางมือเปล่า ๑ แปลงเนื้อที่ ๔๐ ไร่เศษ ซื้อมาจากผู้มีชื่อเมื่อ ๓๗-๓๘ ปี โจทก์ได้ครอบครองเป็นเจ้าขอมาโดยสงบเปิดเผย ครั้นเดือน ๖ พ.ศ.๒๔๙๕ จำเลยใช้กระบือเทียมไถนาโจทก์ไปแล้ว ๗-๘ ไร่โจทก์ขาดประโยชน์ใน พ.ศ.๒๔๙๕ คิดเป็นเงิน ๒,๔๒๐ บาท จึงขอให้ศาลแสดงว่าที่ ๔๐ ไร่เป็นของโจทก์ กับให้ขับไล่จำเลยและบริวาร จำเลยต่อสู้ว่า นาพิพาทเดิมเป็นของบิดามารดามีเพียง ๑๓-๑๔ ไร่ ครั้นบิดามารดา

ฎีกาที่ 1029/2477

พ.ศ. 2477

โจทก์จะขอให้ศาลสั่งให้ยึดเบี้ยบำนาญของจำเลยโดยสั่งให้เจ้าพนักงานของรัฐบาลผู้มีหน้าที่จ่ายเงินแก่จำเลยนำเงินมาส่งมอบให้โจทก์ไม่ได้เพราะเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่เบิกจ่ายเงินให้แก่จำเลยไม่ได้เป็นลูกหนี้จำเลยคดีนี้ศาลเดิมพิพากษาให้จำเลยใช้เงินซึ่งค้างชำระค่าภาษีโรงร้านแก่รัฐบาลเป็นเงิน ๓๐๐ บาท ๒๕ สตางค์ จำเลยไม่มีทรัพย์อะไรจะให้ยึด แต่ปรากฎว่าจำเลยได้รับเงินเบี้ยหวัดหรือเบี้ยบำนาญเดือนละ ๒๙๑ บาท ๖๖ สตางค์ โจทก์จึงร้องต่อศาลแพ่งขอให้มีคำสั่งยึดเบี้ยหวัดหรือเบี้ยบำนาญของจำเลยโดยสั่งให้ บ.สมุหบัญชีเบิกจ่

ฎีกาที่ 3281/2562

พ.ศ. 2562

สัญญาตัวแทนตามคำฟ้องเป็นสัญญาระหว่างโจทก์ซึ่งมีสำนักงานอยู่ในประเทศไทยกับจำเลยซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองเบรเมิน ประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี การที่คู่สัญญาตกลงกันให้นำข้อพิพาทที่เกิดขึ้นจากสัญญาดังกล่าวซึ่งมีลักษณะเป็นการให้บริการระหว่างประเทศไปฟ้องยังศาลแห่งเมืองเบรเมิน ประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ซึ่งถือเป็นภูมิลำเนาของจำเลยจึงสามารถทำได้ตามหลักกฎหมายทั่วไประหว่างประเทศ ไม่ตกเป็นโมฆะ สำหรับการตีความสัญญานั้นต้องตีความไปตามความประสงค์หรือเจตนาอันมีร่วมกันของคู่สัญญาซึ่งเป็นเจตนาที่คา

ค้นต่อ