มาตรา 53
คำพิพากษาศาลฎีกาที่อ้างถึงมาตรานี้
ฎีกาที่ 193/2537
การที่พยานหลักฐานรวมอยู่ในสำนวนคดีอื่นซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นำสำนวนมาผูกรวมกับสำนวนอีกคดีหนึ่ง แต่ยังไม่ได้นำมาผูกรวม มิใช่กรณีเอกสารในสำนวนสูญหายหรือบุบสลายทั้งหมดหรือบางส่วน ทั้งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาคดีเสร็จสิ้นแล้วย่อมไม่มีกรณีเป็นการขัดข้องต่อการพิจารณาพิพากษาคดี ไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 53 ที่จะขอให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาคดีใหม่
ฎีกาที่ 2564/2524
แม้คำเบิกความของจำเลยในสำนวนจะสูญหาย แต่ในคำพิพากษาศาลชั้นต้นได้กล่าวไว้ด้วยว่า จำเลยเบิกความไว้อย่างใด จึงไม่จำต้องมีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นเรียกจำเลยมาเบิกความใหม่
ฎีกาที่ 178/2498
จำเลยหลบหนีเรือนจำไปโดยยังไม่ได้ฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ต่อมากว่า 10 ปี แล้ว จึงจับจำเลยได้ ปรากฎว่าสำนวนทำลายเสียหมด คงเหลือแต่ฟ้องและคำพิพากษาเท่านั้น ไม่อาจวินิ่จฉัยข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกามีอำนาจสั่งให้ศาลชั้นตั้นสืบพะยานโจทก์จำเลยใหม่เพื่อศาลฎีกาจะได้วินิจฉัยไปก็ได้คดีได้ความว่า
ฎีกาที่ 828/2485
ผู้ร้องได้ยื่นคำร้องคัดค้านทรัพย์ก่อนมีคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ศาลชั้นต้นไม่ได้วินิจฉัยคำร้องของผู้ร้อง ศาลสูงมีอำนาจย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาพิพากษาใหม่ได้คดีได้ความว่าผู้ร้องได้ยื่นคำร้องคัดค้านทรัพย์หมายเลข ๒ ไว้ต่อศาลชั้นต้น ๆ สั่งว่า "สำเนาให้โจทก์ ผู้ร้องและจำเลยเรื่องนี้ ศาลทำการสืบพยานมาจนนัดฟังคำพิพากษาแล้ววันนี้ เวลา ๑๔ น. ถ้าผู้ร้องต้องการทราบผล ก็คอยฟังเอา" แต่ในคำพิพากษาของศาลชั้นต้นมิได้กล่าวถึงเรื่องของผู้ร้องที่ร้องคัดค้านไว้เลย ผลของคำพิพากษาก็คือให้ริบทรัพย์ที่ผู้