มาตรา 263
คำพิพากษาศาลฎีกาที่อ้างถึงมาตรานี้
ฎีกาที่ 5895/2551
คำสั่งของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่ให้ผู้ค้ำประกันที่ 1 ที่ 2 ทำสัญญาประกันความเสียหายแก่จำเลย และนำโฉนดที่ดินมาเป็นหลักประกัน เป็นคำสั่งกำหนดให้ใช้วิธีการชั่วคราวก่อน
ฎีกาที่ 3319/2542
ฟ้องแย้งของจำเลยสืบเนื่องมาจากการที่
ฎีกาที่ 1797/2539
การที่โจทก์ทำประตูเหล็กปิดกั้นถนนพิพาทไม่ยอมให้จำเลยเข้าออกเว้นแต่จะยอมเสียค่าตอบแทนแก่โจทก์ย่อมทำให้จำเลยเชื่อโดยสุจริตว่าถูกโจทก์โต้แย้งสิทธิดังนั้นที่จำเลยได้ยื่นฟ้องโจทก์ต่อศาลชั้นต้นขอให้เปิดถนนพิพาทและในระหว่างพิจารณาได้ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาจึงเป็นการใช้สิทธิตามที่กฎหมายบัญญัติไว้แม้ต่อมาศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องแต่ทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฎว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งโดยมีความเห็นหลงไปว่าการมีคำสั่งเช่นนั้นมีเหตุผลอันสมควรโดยความผิดหรือเลินเล่อของจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่
ฎีกาที่ 1216/2517
โจทก์ว่าจ้างจำเลยให้นำรถยนต์ของจำเลยไปทำการชักลากบรรทุกไม้ของโจทก์จำเลยได้รับเครื่องอะไหล่รถยนต์และสิ่งจำเป็นอื่น ๆ จากโจทก์ และจากบุคคลอื่นซึ่งโจทก์รับชำระราคาแทน และยังได้รับเงินสดจากโจทก์อีกด้วย โดยตกลงให้คิดหักกับสินจ้างที่จำเลยจะได้รับระหว่างอายุสัญญา มีฝนตกชุกจนจำเลยไม่สามารถนำรถยนต์ออกทำการชักลากไม้ได้ตามปกติ จำเลยจึงนำรถยนต์เดินทางกลับภูมิลำเนาเดิมก่อนโจทก์ได้ไปแจ้งความกล่าวหาว่าจำเลยยักยอกทรัพย์ของโจทก์แล้วพนักงานสอบสวนควบคุมตัวจำเลยและกักรถยนต์ของจำเลยไว้ ต่อมาโจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยเป็น
ฎีกาที่ 488/2488
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 488/2488หลักกฎหมาย: โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายในการที่จำเลยยึดทรัพย์โจทก์ ซึ่งในคดีนั้นศาลยกฟ้อง แต่ฟ้องมิได้ระบุกรณีที่จำเลยจะต้องรับผิด ดังบัญญัติไว้ในวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.263 (1) ดังนี้ถือว่าขาดข้ออ้างซึ่งอาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาให้จำเลยต้องรับผิดศาลต้องยกฟ้องคดีนี้ โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยให้ค่าเสียหาย เนื่องจากจำเลยยึดทรัพย์ของโจทก์ ศาลชั้นต้นเห็นว่า การที่ขายต๋อยจำเลยยึดทรัพย์โจทก์นั้น ก็เพราะโจทก์ถูกฟ้องคดีอาญา ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษและให้ใช้คืนทรัพย์ให้โจทก์ จำเลยจึงยึดทรัพย์