มาตรา 47
คำพิพากษาศาลฎีกาที่อ้างถึงมาตรานี้
ฎีกาที่ 3664/2568
จากข้อความที่โจทก์ร่วมสนทนากับจำเลย จำเลยมิได้ยืนยันข้อเท็จจริงต่อโจทก์ร่วมว่าในขณะที่โจทก์ร่วมสั่งซื้อสินค้าชุดนอน 5,000 ชุด นั้น จำเลยมีสินค้าอยู่ในครอบครองแล้ว โจทก์ร่วมก็ทราบว่าจำเลยยังไม่มีสินค้าในครอบครองพร้อมจะส่งมอบให้แก่โจทก์ร่วม ประกอบกับในเฟซบุ๊กของจำเลยมีข้อความเป็นตัวอักษรขนาดใหญ่ว่า "เปิดพรีออเดอร์ล๊อตใหม่" ซึ่งหมายถึงเปิดให้สั่งจองหรือสั่งซื้อสินค้าล่วงหน้า แม้จะมีภาพถ่ายใบหน้าจำเลยอยู่ด้านหน้ากองสินค้าก็ตาม แต่ก็ไม่มีข้อความใดยืนยันว่าจำเลยมีสินค้าอยู่ในครอบครองพร้อมส่งมอบดังที่โ
ฎีกาที่ 3664/2568
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานฉ้อโกงและมีคำขอให้จำเลยคืนเงิน 135,000 บาท แก่โจทก์ร่วม แม้ในคดีอาญาข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า จำเลยกระทำผิดฐานฉ้อโกงและคดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ซึ่ง ป.วิ.อ. มาตรา 46 บัญญัติว่าการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ร่วมสั่งซื้อชุดนอนจำนวน 5,000 ชุด และโจทก์ร่วมโอนเงิน 135,000 บาท ให้แก่จำเลยครบถ้วนแล้ว จำเลยไม่ส่งมอบชุดนอนจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ร่วมภายในเวลาที่ตกลงกัน จำเลยจึ
ฎีกาที่ 9544-9545/2568
พ.ร.บ. คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 เป็นกฎหมายที่กำหนดให้เป็นหน้าที่ของรัฐซึ่งต้องดำเนินการในการปกป้องคุ้มครองเด็กและกำหนดมาตรการต่าง ๆ เพื่อคุ้มครองเด็ก ความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงเป็นความผิดต่อรัฐซึ่งรัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย โจทก์ที่ 1 ไม่เป็นผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) และไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งประทับฟ้องโจทก์ที่ 1 ในส่วนความผิดดังกล่าวมาด้วย และศาลอุทธรณ์ภาค 3 มิได้แก้ไขให้ถูกต้อง จึงเป็นการไม่ชอบ แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอุทธรณ์และฎีกา แต่ปัญหานี้เป็นปั
ฎีกาที่ 9544-9545/2568
พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 เป็นกฎหมายที่กำหนดให้เป็นหน้าที่ของรัฐต้องดำเนินการปกป้องคุ้มครองเด็กและกำหนดมาตรการต่าง ๆ เพื่อคุ้มครองเด็ก ความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงเป็นความผิดต่อรัฐซึ่งรัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย โจทก์ที่ 1 ไม่เป็นผู้เสียหายในความผิดตาม พ.ร.บ. นี้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) และไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งประทับฟ้องโจทก์ที่ 1 ในส่วนความผิดดังกล่าวมาด้วย และศาลอุทธรณ์ภาค 3 มิได้แก้ไขให้ถูกต้อง จึงเป็นการไม่ชอบ แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอุทธรณ์และฎีกา แต่
ฎีกาที่ 2232/2567
เมื่อจำเลยถึงแก่ความตายระหว่างขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ สิทธิในการนำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (1) จึงให้จำหน่ายคดีในคดีส่วนอาญาออกจากสารบบความ สำหรับคดีส่วนแพ่ง การดำเนินกระบวนพิจารณาต้องเป็นไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 47 วรรคหนึ่ง สิทธิในคดีส่วนแพ่งของโจทก์ร่วมที่พนักงานอัยการขอให้จำเลยชดใช้เงินแก่โจทก์ร่วมตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 และสิทธิของโจทก์ร่วมที่ขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 ยังคงมีอยู่ ไม่ระงับไป ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 เป็นบทบัญญัติที่มีเจตนารมณ์เพื่อช่วยให้ผู้ที่ไ