ทนอย.
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 217

ชุดหลัก
ในคดีซึ่งมีข้อจำกัดว่า ให้คู่ความฎีกาได้แต่เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย ข้อจำกัดนี้ให้บังคับแก่คู่ความและบรรดาผู้ที่เกี่ยวข้องในคดีด้วย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่อ้างถึงมาตรานี้

ฎีกาที่ 6509/2549

พ.ศ. 2549

บริษัทโจทก์ที่ 5 เป็นเพียงผู้ให้การสนับสนุนด้านทรัพย์สินและการเงินในกิจการของบริษัทจำเลยที่ 1 เท่านั้น โดยโจทก์ที่ 5 มิได้เป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 ประกอบกับการกระทำของจำเลยทั้งห้าตามคำฟ้องมีผลกระทบโดยตรงต่อโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ต้องถูกปรับออกจากการเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 เท่านั้น มิได้พาดพิงไปถึงโจทก์ที่ 5 อันจะถือว่าโจทก์ที่ 5 ได้รับความเสียหายโดยตรง สิทธิของโจทก์ที่ 5 มิได้ถูกกระทบกระเทือนเนื่องจากการกระทำของจำเลยทั้งห้า โจทก์ที่ 5 จึงไม่ใช่ผู้เสียหายที่มีอำนาจฟ้องในความผิดฐา

ฎีกาที่ 2795/2544

พ.ศ. 2544

คำฟ้องฎีกาและคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์รับรองฎีกาของจำเลยที่มีทนายความเป็นผู้ฎีกาและผู้ยื่นคำร้องแทนจำเลย ทนายความดังกล่าวจะต้องมีอำนาจในการฎีกาด้วย เมื่อจำเลยมิได้แต่งให้เป็นทนายความในชั้นฎีกา จึงเป็นการดำเนินคดีแทนจำเลยโดยไม่มีอำนาจ แม้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งอนุญาตให้ฎีกา และมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยมา ก็เป็นการไม่ชอบ

ฎีกาที่ คำสั่งคำร้อง:747/2536

พ.ศ. 2536

ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ในชั้นอุทธรณ์จำเลยไม่ได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์อุทธรณ์ว่าศาลปรับบทมาตราผิด จำเลยไม่อาจฎีกาได้ว่าไม่ได้กระทำ ความผิด เนื่องจากไม่ได้ว่ากล่าวมาในชั้นอุทธรณ์จึงไม่รับฎีกา จำเลยเห็นว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาก มิใช่แก้ไขเล็กน้อยจึงไม่ต้องห้ามฎีกา โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาพิพากษาต่อไปด้วย หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 63) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง ประกอบมาตรา 24

ฎีกาที่ คำสั่งคำร้อง:195/2535

พ.ศ. 2535

ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีนี้เป็นคดีข้อหา ลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 6,000 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ส่งตัวจำเลย ไปฝึกอบรมยังสถานพินิจและคุ้มครองเด็กจังหวัดนครสวรรค์ มีกำหนดเวลา 3 ปี จึงต้องห้ามอุทธรณ์ข้อเท็จจริงตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิเมื่อคดี ต้องห้ามอุทธรณ์ข้อเท็จจริง จำเลยจึงไม่อาจยื่นฎีกาข้อเท็จจริงได้ ไม่รับเป็นฎีกา จำเลยเห็นว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย เพราะเป็นอุทธรณ์ที่ต้องห้ามตามประมวลก

ฎีกาที่ 2819/2535

พ.ศ. 2535

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานลักทรัพย์หรือรับของโจรศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานลักทรัพย์ จึงถือได้ว่า ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ข้อหาฐานรับของโจร เมื่อโจทก์ไม่อุทธรณ์ต้องถือว่าข้อหาความผิดฐานรับของโจรได้ยุติไปแล้วจำเลยอุทธรณ์ขอให้พิพากษายกฟ้องข้อหาฐานลักทรัพย์ ประเด็นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 จะวินิจฉัยก็คือ จำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานลักทรัพย์หรือไม่ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองไม่มีความผิดฐานลักทรัพย์จึงชอบแล้ว แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กลับไปวินิจฉัยข้อเท็จจริงว

ค้นต่อ