กฎกระทรวงการดำเนินการสำหรับสิ่งของที่อาจทำให้เกิดอันตรายขึ้นได้ พ.ศ. 2564
ข้อ 13
ยังไม่ได้ยืนยันว่ามาตรานี้ยังใช้บังคับอยู่หรือไม่ — เหตุผล · โปรดตรวจสอบกับแหล่งทางการก่อนนำไปใช้
กฎกระทรวงการดำเนินการสำหรับสิ่งของที่อาจทำให้เกิดอันตรายขึ้นได้ พ.ศ. 2564 ข้อ 13 การจัดให้มีเอกสารกำกับการขนส่งสิ่งของที่อาจทำให้เกิดอันตรายขึ้นได้ ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้ (๑) ข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งของที่อาจทำให้เกิดอันตรายขึ้นได้ที่ขนส่งในรูปแบบหีบห่อ หรือตู้สินค้า รวมทั้งข้อมูลเกี่ยวกับหนังสือรับรองการบรรจุหีบห่อ ให้ปฏิบัติโดยสอดคล้องตามคำแนะนำในประมวลข้อบังคับระหว่างประเทศ และต้องแจกจ่ายให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งสิ่งของดังกล่าวได้ทราบด้วย (๒) ให้ระบุประเภทหรือชนิดสิ่งของที่อาจทำให้เกิดอันตรายขึ้นได้สำหรับการขนส่งสิ่งของนั้น โดยจะใช้และแสดงชื่อทางการค้าเพียงอย่างเดียวไม่ได้ (๓) ให้ใช้เอกสารข้อมูลความปลอดภัย (Material Safety Data Sheet) ตามที่อธิบดีประกาศกำหนด (๔) กรณีการขนส่งในรูปแบบหีบห่อ เอกสารการขนส่งที่ผู้ขนส่งสิ่งของเป็นผู้จัดทำต้องมีหรือแนบคำรับรองหรือคำสำแดงว่า สิ่งของที่ส่งนั้นได้บรรจุหีบห่อและจัดทำและแสดงเครื่องหมายอย่างถูกต้อง และอยู่ในสภาพที่เหมาะสมสำหรับการขนส่ง (๕) ผู้ที่รับผิดชอบและดำเนินการบรรจุหีบห่อหรือบรรจุสิ่งของที่อาจทำให้เกิดอันตรายขึ้นได้ ต้องลงนามในคำรับรองการบรรจุสินค้าที่แสดงว่า สิ่งของในภาชนะนั้นถูกบรรจุและรัดตรึงอย่างถูกต้องและสอดคล้องตามข้อกำหนดในประมวลข้อบังคับระหว่างประเทศ ทั้งนี้ คำรับรองดังกล่าวอาจรวมอยู่ในเอกสารตาม (๔) ก็ได้ (๖) เรือที่บรรทุกสิ่งของที่อาจทำให้เกิดอันตรายขึ้นได้ ต้องมีรายชื่อของสิ่งของที่อาจทำให้เกิดอันตรายขึ้นได้ (Proper Shipping Name) ในเอกสารสำแดงรายการสินค้า (Manifest) โดยต้องระบุแผนการจัดเก็บสิ่งของที่อาจทำให้เกิดอันตรายขึ้นได้บนเรือ (Stowage Plan) และตำแหน่งที่ตั้งของสิ่งของนั้น โดยอาจใช้แผนผังการบรรทุกสิ่งของในเรือที่ระบุชั้นและที่ตั้งของสิ่งของที่อาจทำให้เกิดอันตรายขึ้นได้ทั้งหมดบนเรือแทนแผนการจัดเก็บและตำแหน่งที่ตั้งของสิ่งของดังกล่าวก็ได้ รายละเอียดและวิธีการจัดให้มีเอกสารกำกับตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามที่อธิบดีประกาศกำหนด ทั้งนี้ การจัดให้มีเอกสารตามวรรคหนึ่งอาจกระทำในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่อ้างถึงมาตรานี้
ฎีกาที่ 3427/2553
โจทก์เป็นนิติบุคคลของประเทศอังกฤษมอบหมายให้บริษัท ท. ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ที่ประเทศไทยเป็นตัวแทนติดต่อจำเลยที่ประเทศไทยเพื่อประกันภัยอุปกรณ์สำหรับการถ่ายทอดโทรทัศน์ของโจทก์ เมื่อคู่สัญญามิได้แสดงเจตนาให้ใช้กฎหมายของประเทศใดบังคับแก่สัญญาโดยชัดแจ้ง แต่โจทก์มี ภ. ซึ่งเป็นผู้จัดการของบริษัท ท. เป็นตัวแทนในการติดต่อทำสัญญาประกันภัยกับจำเลยในประเทศไทยการที่จำเลยตกลงรับประกันภัยและส่งกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่บริษัท ท. ต้องถือว่าสัญญาประกันภัยระหว่างโจทก์กับจำเลยทำหรือเกิดขึ้นในประเทศไทย จึงต้องนำกฎหมายไทย