ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2559

ฎีกาที่ 8785/2559

หลักกฎหมาย

โจทก์ประสงค์จะฟ้องจำเลยที่ 2 ให้รับผิดในฐานะผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์ เมื่อจำเลยที่ 2 กระทำการตามที่โจทก์ฟ้อง การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้ชำระบัญชี เป็นการจงใจปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้ชำระบัญชีโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายอันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดในความเสียหายที่ทำให้โจทก์ไม่ได้รับชำระหนี้ภาษีมูลค่าเพิ่มที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระ แต่ความรับผิดของจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดไม่เกินกว่าเงินสดคงเหลือที่จำเลยที่ 1 มีอยู่ในวันจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี เป็นเงิน 1,927,770.08 บาท และเนื่องจากจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ยอมรับผิดจะชำระภาษีและเบี้ยปรับมาตั้งแต่ก่อนจดทะเบียนเลิกบริษัท เมื่อเจ้าพนักงานส่งหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มให้จำเลยที่ 1 ทราบโดยชอบเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2554 โดยในหนังสือแจ้งการประเมินระบุให้นำเงินมาชำระภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,927,770.08 บาท นับแต่วันพ้นกำหนดให้ชำระเงินภาษีตามหนังสือแจ้งการประเมินคือนับแต่วันที่ 10 กันยายน 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 10,350,911.96 บาท พร้อมเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนจากต้นเงินภาษีที่ต้องเสียรวม 2,719,705.73 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในวงเงินไม่เกิน 1,927,770.08 บาท พร้อมดอกเบี้ย รวมเป็นเงิน 2,200,077.87 บาท และชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,927,770.08 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 นำเงินค่าหุ้นที่ยังคงค้างชำระ 749,850 บาท ไปชำระหนี้ค่าภาษีที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระให้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 10,350,911.96 บาท พร้อมด้วยเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน ของต้นเงินภาษีมูลค่าเพิ่มแต่ละเดือนภาษีที่ต้องชำระ จำนวน 1,207.50 บาท 6,381.86 บาท 286.30 บาท 105 บาท 24,631.60 บาท 126,666.40 บาท 151,869.20 บาท 119,859.88 บาท 217,965.65 บาท 39,855.34 บาท 41,209 บาท 27,239.66 บาท 29,635.69 บาท 50,045.94 บาท 299,394.20 บาท 657,864.73 บาท 114,470.51 บาท 50,383.20 บาท 224,703.09 บาท 143,613.67 บาท 185,636.85 บาท 81,774.20 บาท 66,487.96 บาท 140 บาท และ 58,278.29 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 มกราคม 2556) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระต้นเงินภาษีมูลค่าเพิ่มเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ เงินเพิ่มดังกล่าวเมื่อรวมกับเงินเพิ่มเดิมที่คิดจากต้นเงินภาษีมูลค่าเพิ่มแต่ละเดือนภาษีข้างต้น ต้องไม่เกินต้นเงินภาษีมูลค่าเพิ่มแต่ละเดือนภาษีที่ต้องชำระ ให้จำเลยที่ 2 รับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ในวงเงินไม่เกิน 1,927,770.08 บาท ให้จำเลยที่ 2 นำเงินค่าหุ้นที่ค้างชำระจำนวน 749,850 บาท ไปชำระหนี้ค่าภาษีที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการค้าวัสดุก่อสร้าง อุปกรณ์ และเครื่องมือในการก่อสร้าง และเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 มีทุนจดทะเบียน 1,000,000 บาท แบ่งออกเป็น 10,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท มีผู้ถือหุ้น 3 คน จำเลยที่ 2 ถือหุ้น 9,998 หุ้น และค้างชำระเงินค่าหุ้นอีกร้อยละ 75 ของมูลค่าหุ้นดังกล่าว คิดเป็นเงินค่าหุ้นค้างชำระ 749,850 บาท ตามสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น เจ้าพนักงานโจทก์ได้รับแจ้งให้ทำการสอบยันใบกำกับภาษีซื้อของจำเลยที่ 1 จึงได้ทำการตรวจสอบปฏิบัติการเฉพาะประเด็น ณ สถานประกอบการของจำเลยที่ 1 และเรียกให้กรรมการของจำเลยที่ 1 ไปพบเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงและแสดงหลักฐานการตรวจสอบ เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2553 จำเลยที่ 1 โดยนางนัฎภรณ์ ผู้รับมอบอำนาจจำเลยที่ 1 มาพบเจ้าพนักงานโจทก์และรับว่าไม่ได้นำยอดขายจากใบกำกับภาษีขาย มูลค่ารวม 622,720 บาท มารวมในการคำนวณยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มและไม่สามารถนำใบกำกับภาษีซื้อในปีภาษี 2552 ที่ได้รับจากบริษัท 9 เหรียญ ซิตี้ สตีล จำกัด จำนวน 14,340,345.50 บาท ใบกำกับภาษีซื้อจากบริษัทพี พี เอ็ม ซัพพลาย แอนด์ สตีล จำกัด จำนวน 11,154,350 บาท และใบกำกับภาษีซื้อทั้งหมดของปีภาษี 2553 จำนวน 11,436,878.50 บาท มาแสดงต่อเจ้าพนักงานได้ พร้อมยอมรับผิดจะชำระภาษีและเบี้ยปรับ หากไม่ชำระยอมให้เจ้าพนักงานของโจทก์ประเมินภาษีได้ตามที่กฎหมายกำหนด ตามคำให้การ หนังสือเชิญพบและหนังสือนำตัวแต่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ยื่นปรับปรุงแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มเพื่อชำระภาษีพร้อมเบี้ยปรับตามที่ได้ให้ถ้อยคำไว้ ต่อมาเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2554 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเลิกบริษัท เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2554 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ผู้ชำระบัญชีจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี โดยในการชำระบัญชีของจำเลยที่ 2 ปรากฏว่า จำเลยที่ 1 มีเงินสดคงเหลือ 1,099,946.75 บาท และมีกำไรสะสมที่ยังไม่ได้แบ่งอีก จำนวน 827,823.33 บาท รวมเป็นเงิน 1,927,770.08 บาท จำเลยที่ 2 ได้แบ่งเงินที่เหลือและกำไรสะสมดังกล่าวให้แก่ผู้ถือหุ้นทุกคนตามสัดส่วนของการถือหุ้น โดยรู้อยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 ยังไม่ได้ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มให้ถูกต้องตามกฎหมายและมีหน้าที่ต้องนำเงินที่เหลือและกำไรสะสมดังกล่าวไปชำระหนี้ให้แก่โจทก์ก่อน เจ้าพนักงานของโจทก์จึงได้ขออนุมัติประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับเงินเพิ่มตามกฎหมายสำหรับเดือนภาษีสิงหาคมถึงเดือนภาษีธันวาคม 2551 เดือนภาษีมกราคมถึงเดือนภาษีธันวาคม 2552 และเดือนภาษีมกราคมถึงเดือนภาษีกันยายน 2553 เป็นเงินภาษีมูลค่าเพิ่ม 21
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8785/2559 · ทนอย Thanoy