ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2567

ฎีกาที่ 8085/2567

หลักกฎหมาย

ผลของการเพิกถอนนิติกรรมการโอนระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้เพิกถอนการโอนไปแล้วนั้นจะมีผลกระทบต่อสิทธิจำนองของโจทก์ที่มีอยู่เหนือทรัพย์จำนองเพียงใดย่อมต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงว่าโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้มาซึ่งสิทธิจำนองดังกล่าวโดยสุจริตก่อนเริ่มฟ้องคดีเพิกถอนการโอนทรัพย์ดังกล่าวตาม ป.พ.พ. มาตรา 238 หรือไม่ เมื่อได้ความว่านิติกรรมจำนองที่ดินและเครื่องจักรได้กระทำขึ้นก่อนวันที่ผู้ร้องสอดยื่นฟ้องเพิกถอนนิติกรรมการโอนทรัพย์สินระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 และโจทก์ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของ ป.พ.พ. มาตรา 6 ที่ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลทุกคนกระทำการโดยสุจริต ผู้ร้องสอดจึงมีภาระในการพิสูจน์เพื่อหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าว เมื่อพิจารณามูลค่าของที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและเครื่องจักรที่จดทะเบียนจำนองไว้แล้วปรากฏว่ามูลค่าหลักประกันดังกล่าวยังต่ำกว่าหนี้ที่จำเลยที่ 2 ค้างชำระอยู่เป็นจำนวนมาก รวมทั้งต่ำกว่าวงเงินจำนองที่ดินและเครื่องจักรเป็นประกัน และหากมีการบังคับจำนองย่อมไม่เพียงพอที่จะชำระหนี้บุริมสิทธิจำนองของจำเลยที่ 2 ที่มีอยู่แก่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ในขณะนั้นได้อยู่แล้ว ดังนั้นการที่โจทก์อนุญาตให้มีการโอนทรัพย์สินซึ่งใช้เป็นหลักประกันหนี้ของจำเลยที่ 2 ให้แก่จำเลยที่ 1 โดยมีภาระหนี้ของจำเลยที่ 2 ที่มีจำนวนหนี้ค้างชำระมากกว่าราคาทรัพย์จำนองติดไปด้วยแม้จะมีการขยายวงเงินจำนองออกไปก็ไม่ทำให้เจ้าหนี้รายอื่นเสียเปรียบแต่ประการใด กับทั้งการที่โจทก์รับจดทะเบียนจำนองที่ดินและเครื่องจักรไว้จากจำเลยที่ 1 ในลำดับสองเพื่อเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามสัญญาที่ทำไว้แก่โจทก์เป็นการประกอบธุรกิจตามปกติของโจทก์ ประกอบกับข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของผู้ร้องสอดไม่ปรากฏว่าในขณะที่โจทก์อนุญาตให้มีการโอนทรัพย์สินระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 แล้วรับจดทะเบียนจำนองทรัพย์สินดังกล่าวจากจำเลยที่ 1 โจทก์ทราบถึงการที่จำเลยที่ 2 มีหนี้สินผูกพันที่จะต้องชำระให้แก่ผู้ร้องสอดแล้วหรือไม่ ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของผู้ร้องสอดจึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์เป็นผู้กระทำการโดยไม่สุจริต จึงถือว่าโจทก์เป็นบุคคลภายนอกผู้ได้มาซึ่งสิทธิจำนองซึ่งมีอยู่เหนือทรัพย์จำนองในขณะนั้นโดยสุจริตก่อนมีการฟ้องคดีขอให้เพิกถอนการฉ้อฉล สิทธิจำนองของโจทก์ในภาระหนี้ของจำเลยที่ 1 กับโจทก์ที่ได้จดทะเบียนจำนองไว้ในลำดับสองจึงผูกพันโจทก์และจำเลยที่ 1 นับแต่วันจดทะเบียนจำนองดังกล่าว ผู้ร้องสอดจึงไม่อาจเพิกถอนนิติกรรมจำนองที่ดินและเครื่องจักรระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้ ส่วนการที่โจทก์ยังคงให้สินเชื่อแก่จำเลยที่ 1 แม้จะทราบเรื่องการฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลระหว่างผู้ร้องสอดกับจำเลยที่ 1 และ ที่ 2 นั้นเป็นการปฏิบัติตามสัญญาให้สินเชื่อต่าง ๆ ที่โจทก์ให้ไว้แก่จำเลยที่ 1 และหากโจทก์ระงับการให้สินเชื่อจำเลยที่ 1 ไปเสียทีเดียวย่อมทำให้ธุรกิจของจำเลยที่ 1 มีปัญหาและมีความเสี่ยงที่โจทก์อาจจะถูกจำเลยที่ 1 ฟ้องดำเนินคดีได้ กรณีจึงเป็นเรื่องที่โจทก์ดำเนินธุรกิจตามปกติในทางการค้าของโจทก์เท่านั้น ไม่ถือว่าเป็นกรณีที่โจทก์กระทำการโดยไม่สุจริต ดังนั้นสิทธิจำนองของโจทก์เหนือที่ดินและเครื่องจักรที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนจำนองไว้แก่โจทก์จึงมีผลครอบคลุมถึงหนี้ที่จำเลยที่ 1 ก่อให้เกิดขึ้นในภายหลังจากที่ผู้ร้องสอดฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลด้วย เมื่อศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้เพิกถอนการโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งจำเลยที่ 2 โอนให้แก่จำเลยที่ 1 และเพิกถอนการโอนเครื่องจักรรวม 40 เครื่อง ซึ่งเป็นทรัพย์จำนองที่จำเลยที่ 2 โอนให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว ย่อมมีผลทำให้ทรัพย์ดังกล่าวกลับคืนสู่กองทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 แต่ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 2 ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว ทรัพย์ดังกล่าวจึงถือเป็นทรัพย์สินของลูกหนี้ในคดีล้มละลาย และศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีในส่วนจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความแล้ว การที่โจทก์จะได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินดังกล่าวโจทก์จึงต้องดำเนินการตามบทบัญญัติของ พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำนองแก่ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ ให้บังคับจำนองแก่ทรัพย์ดังกล่าวเพื่อนำออกขายทอดตลาดชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่ค้างชำระอยู่แก่โจทก์ จึงไม่ชอบ

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 1,503,417,322.63 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 1,135,019,477.46 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้บังคับทรัพย์สินจำนองและจำนำและทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่ขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน จำเลยทั้งสี่ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง และจำเลยที่ 3 และที่ 4 ฟ้องแย้งและแก้ไขฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ชำระเงิน 32,145,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 3 และให้ชำระเงิน 17,376,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 4 โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องสอดขอให้พิพากษายกฟ้องโจทก์ในส่วนที่เป็นคำขอบังคับจำนองตามสัญญาที่จำเลยที่ 2 ทำไว้กับโจทก์ ยกฟ้องโจทก์ในส่วนที่เป็นคำขอบังคับจำนองตามสัญญาจำนองที่จำเลยที่ 1 ทำไว้กับโจทก์ และขอให้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้สัญญาจำนองที่ทำขึ้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นโมฆะ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) โจทก์ให้การแก้คำร้องสอดขอให้ยกคำร้องสอด จำเลยทั้งสี่ให้การแก้คำร้องสอดขอให้ยกคำร้องสอด ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 3 และที่ 4 ขอถอนฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นอนุญาต ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 2 ถูกฟ้องเป็นคดีล้มละลายและถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 ยื่นคำแถลงขอให้จำหน่ายคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันชำระเงิน 1,503,417,322.63 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 1,135,019,477.46 บาท นับแต่วันที่ 13 เมษายน 2559 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 5011, 22591, 22592, 22609, 7074, 7150, 19801 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เครื่องจักรหมายเลขทะเบียน (รหัส 49-301-106) 0003 ถึง 0042 หรือหมายเลขทะเบียน ร.2/1 เลขที่ 492887 (รหัส 49-301-106) 0003 ถึง 0042 รวม 40 เครื่อง และเครื่องจักรพร้อมอุปกรณ์ที่จำนำ รวม 172 เครื่อง ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระแก่โจทก์ ถ้าได้เงินไม่พอชำระให้บังคับจากทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ชำระหนี้จนครบ กับให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้และคำร้องสอดให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับผู้ร้องสอดให้เป็นพับ จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และผู้ร้องสอดอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคตรวจอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 แล้ว เห็นสมควรให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 เสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 18 วรรคสอง ประกอบมาตรา 50 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 เสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด เมื่อจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติตาม ให้ศาลชั้นต้นส่งสำนวนคืนศาลอุทธรณ์เพื่อดำเนินการต่อไป ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ภายในวันที่ 5 เมษายน 2564 และแจ้งคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ทราบโดยชอบแล้ว แต่เมื่อครบกำหนดจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ไม่ปฏิบัติตาม ศาลชั้นต้นจึงรวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งคืนศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ผู้ร้องสอดฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นในชั้นฎีการับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยทั้งสี่เป็นลูกค้าของโจทก์ซึ่งประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีสัญญาทางธุรกิจการเงินกับโจทก์หลายมูลหนี้ โดยเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2546 จำเลยที่ 2 ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์ตามบัญชีเงินฝากกระแสรายวันเลขที่ 153–6–08xxx–x สาขาสวนมะลิ วงเงิน 30,000,000 บาท หนี้ตามสัญญากู้เงิน เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2546 จำเลยที่ 2 ทำสัญญากู้เงินโจทก์ สาขาสำนักงานใหญ่ จำนวน 1,100,000,000 บาท ยอมเสียดอกเบี้ยอัตราดอกเบี้ยสูงสุดตามประกาศของโจทก์ ต่อมาในวันที่ 23 มีนาคม 2553 จำเลยที่ 1 ที่ 2 และโจทก์ตกลงทำบันทึกเพิ่มเติมต่อท้ายสัญญาสินเชื่อ และคำยินยอมของผู้ค้ำประกัน โดยจำเลยที่ 1 ยอมรับผิดกับจำเลยที่ 2 อย่างลูกหนี้ร่วม และรับว่า ณ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2553 จำเลยที่ 2 มีภาระหนี้ค้างชำระอยู่แก่โจทก์ 2,029,125,448.
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8085/2567 · ทนอย Thanoy