ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2549

ฎีกาที่ 7667/2549

หลักกฎหมาย

จ่าสิบตำรวจ ม. และจำเลยที่ 1 ต่างเป็นบุตรเขยของผู้ตาย การที่จ่าสิบตำรวจ ม. มีส่วนเกี่ยวข้องช่วยสืบสวนหาตัวคนร้ายจึงเป็นเรื่องปรกติและสมควร พฤติกรรมของจำเลยที่ 1 ที่ถูกสงสัยหรือถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในการฆ่าผู้ตายเป็นเรื่องร้ายแรง หากจำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำความผิดก็ต้องยืนยันปฏิเสธไว้จะยอมรับสารภาพไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการพูดกับจ่าสิบตำรวจ ม. หรือบุคคลใดก็ตาม ทั้งการยอมรับสารภาพโดยคิดว่าจ่าสิบตำรวจ ม. จะช่วยเหลือพาหลบหนีได้ ย่อมแสดงอยู่ในตัวว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้กระทำความผิด ดังนั้น การที่จ่าสิบตำรวจ ม. สืบทราบว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ร่วมกระทำความผิดและแจ้งต่อพนักงานสอบสวนจึงเป็นการช่วยเหลือพนักงานสอบสวนสืบสวนหาข้อเท็จจริงเพื่อจับกุมดำเนินคดีกับคนร้าย จึงถือไม่ได้ว่าพนักงานสอบสวนใช้อุบายหลอกลวงให้จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ การสอบสวนคดีนี้จึงชอบด้วยกฎหมาย

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

คดีนี้เดิมศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2498/2546 ของศาลชั้นต้น โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่าโจทก์เรียกจำเลยทั้งสามในคดีดังกล่าวว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 และเรียกจำเลยสำนวนนี้ว่า จำเลยที่ 4 แต่ระหว่างพิจารราคดีจำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 และคดีสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289, 288, 84, 83 จำเลยที่ 4 ให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณานางกันดา ท่าดี บุตรผู้ตายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4), 84 ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน (ที่ถูกต้อง จำเลยที่ 4 มีความผิดฐานร่วมกันเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน) ลงโทษประหารชีวิต จำเลยที่ 4 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาคดีในส่วนของจำเลยที่ 4 ยืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้ประหารชีวิตจำเลยที่ 4 จำเลยที่ 4 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2544 เวลาประมาณ 10 นาฬิกา นางทองคำ พลอยเพ็ชร ถูกคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงถึงแก่ความตายภายในโรงงานผลิตอุปกรณ์สนามเด็กเล่นและเครื่องมือการเกษตรของผู้ตาย กระสุนปืนถูกผู้ตายที่ศีรษะด้านหลังทะลุออกปากผู้ตายถึงแก่ความตายทันทีในที่เกิดเหตุ ต่อมาวันที่ 22 มกราคม 2544 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และวันที่ 22 สิงหาคม 2544 จับกุมจำเลยที่ 4 ได้ ระหว่างพิจารณาคดีจำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ในผลตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 4 มีความผิดฐานร่วมกันเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำเลยที่ 3 มีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่ฎีกา ข้อเท็จจริงสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงยุติฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 กระทำความผิดตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษา คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 4 ประการแรกว่า การสอบสวนคดีนี้ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยที่ 4 ฎีกาว่า พนักงานสอบสวนร่วมกับบุคคลภายนอกคือจ่าสิบตำรวจมงคล วรศรี ใช้อุบายหลอกลวงให้จำเลยที่ 1 ยินยอมให้ทำบันทึกการสอบสวนไม่ถูกต้องตรงกับความเป็นจริงโดยทำกลอุบายว่า จ่าสิบตำรวจมงคงมีส่วนเกี่ยวข้องและถูกจับกุมเช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 ในระหว่างถูกควบคุมรอการสอบสวน จำเลยที่ 1 ถูกจ่าสิบตำรวจมงคลและพนักงานสอบสวนพูดจาหว่านล้อม หลอกลวงให้เชื่อว่า จ่าสิบตำรวจมงคลเป็นผู้ต้องสงสัยว่ามีส่วนในการฆ่าผู้ตาย จำเลยที่ 1 จึงยอมให้การรับสารภาพต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่าเป็นผู้จ้างฆ่าผู้ตายเอง โดยจ่าสิบตำรวจมงคลไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและมีการทำคำให้การบิดเบือนความเป็นจริงพาดพิงให้ร้ายมายังจำเลยที่ 4 ว่า จำเลยที่ 4 เกี่ยวข้องเป็นผู้ครอบครองรถจักรยานยนต์ของกลาง การสอบสวนจึงไม่ชอบ เห็นว่า จ่าสิบตำรวจมงคลเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและเป็นบุตรเขยของผู้ตาย การที่จ่าสิบตำรวจมงคลมีส่วนเกี่ยวข้องช่วยสืบสวนหาตัวคนร้ายจึงเป็นเรื่องปรกติและสมควร และตามข้อเท็จจริงขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 อายุ 38 ปี เป็นบุตรเขยผู้ตายเช่นกัน พฤติกรรมของจำเลยที่ 1 ที่ถูกสงสัยหรือถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในการฆ่าผู้ตายเป็นเรื่องร้ายแรง หากจำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำความผิดก็ต้องยืนยันปฏิเสธไว้จะยอมรับสารภาพไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการพูดกับจ่าสิบตำรวจมงคลหรือบุคคลใดก็ตาม ทั้งการยอมรับสารภาพโดยคิดว่าจ่าสิบตำรวจมงคลจะช่วยเหลือพาหลบหนีได้ย่อมแสดงอยู่ในตัวว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้กระทำความผิด ดังนั้นการที่จ่าสิบตำรวจมงคลสืบทราบว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ร่วมกระทำความผิดและแจ้งต่อพนักงานสอบสวนจึงเป็นการช่วยเหลือพนักงานสอบสวนสืบสวนหาข้อเท็จจริงเพื่อจับกุมดำเนินคดีกับคนร้าย ฟังไม่ได้ว่าพนักงานสอบสวนใช้อุบายหลอกลวงให้จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ การสอบสวนคดีจึงชอบด้วยกฎหมาย คำให้การของจำเลยที่ 1 และพยานคนอื่น ๆ ที่พาดพิงถึงจำเลยที่ 4 จึงเป็นข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ แต่จะรับฟังลงโทษจำเลยที่ 4 ได้หรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะต้องพิจารณาพยานหลักฐานอื่น ๆ ทั้งหมดของโจทก์และโจทก์ร่วม รวมทั้งพยานหลักฐานของจำเลยที่ 4 ด้วยว่ามีน้ำหนักเพียงพอที่จะฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมได้หรือไม่ ฎีกาของจำเลยที่ 4 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 4 ว่า จำเลยที่ 4 เป็นคนร้ายกระทำความผิดโดยร
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7667/2549 · ทนอย Thanoy