คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2549
ฎีกาที่ 6027/2549
หลักกฎหมาย
ก่อนจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันถูกฟ้องจำเลยเคยพา ว. พี่เขยสามีจำเลยที่ 2 ไปพบ ค. พนักงานสาขาพุนพินของธนาคารโจทก์เพื่อนำเงิน 5,000,000 บาท ไปชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองส่วนของจำเลยที่ 2 แต่ ค. ไม่รับชำระหนี้ เพียงแต่ไปพูดคุยกับทางธนาคารเท่านั้น พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 แสดงให้เห็นว่าตนมิได้อยู่ในฐานะที่จะสามารถชำระหนี้นั้นได้ และยังมิได้ขอปฎิบัติการชำระหนี้ต่อโจทก์ จึงไม่อาจอ้างได้ว่าโจทก์ไม่รับชำระหนี้นั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 207
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2538 จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีไปจากโจทก์สาขาพุนพิน 2,9000,000 บาท กำหนดใช้คืนภายในวันที่ 21 ธันวาคม 2549 หากผิดนัดจำเลยที่ 2 ซึ่งยอมตนค้ำประกันอย่างลูกหนี้ร่วมกันยอมรับผิดใช้เงินแทน ทั้งยังจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 6941 เป็นประกันการชำระหนี้ 3,900,000 บาท อีกชั้นหนึ่ง วันที่ 18 มีนาคม 2539 จำเลยที่ 1 จำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2328 เป็นการประกันการชำระหนี้ 500,000 บาท วันรุ่งขึ้นจำเลยที่ 1 จึงทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีจากโจทก์อีก 500,000 บาท กำหนดใช้คืนภายในวันที่ 21 ธันวาคม 2539 เช่นกัน และหากผิดนัดจำเลยที่ 3 ซึ่งยอมตนค้ำประกันอย่างลูกหนี้ร่วมกันยอมรับผิดใช้เงินแทน พร้อมกับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 37166 เป็นประกันการชำระหนี้ 700,000 บาท ต่อมาวันที่ 20 เดือนเดียวกัน จำเลยที่ 1 ออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้คำมั่นสัญญาว่าจะใช้เงิน 684,450 บาท ให้แก่บริษัททิปโก้แอสฟัลท์ จำกัด (มหาชน) เพื่อเป็นค่ายางแอสฟัลต์ในวันที่ 20 เมษายน 2539 ในที่ทำการของโจทก์สาขาพุนพิน โดยขอให้โจทก์เป็นผู้รับอาวัล จำเลยที่ 1 ไม่ใช้เงินในวันถึงกำหนด โจทก์จึงใช้เงินไปตามตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับนั้น จำเลยที่ 1 ไม่ใช้เงินคืนแก่โจทก์ตามสัญญา โจทก์จึงมอบอำนาจให้ทนายความมีจดหมายบอกกล่าวให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้ต่างๆ ดังกล่าวรวมทั้งเบี้ยประกันภัยทรัพย์สินซึ่งจำนองที่โจทก์ชำระแทนภายในเวลาอันสมควรเพื่อบังคับจำนอง แต่จำเลยทั้งสามละเลยเสียไม่ปฎิบัติตามคำบอกกล่าวนั้น ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 5,443,392.87 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 19.5 ต่อปีในต้นเงิน 4,091,585 บาท และดอกเบี้ยร้อยละ 18 ต่อปีในต้นเงิน 684,450 บาท กับดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 1,459 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 4,063,394.98 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 19.5 ต่อปีในต้นเงิน 3,402,674.45 บาท และดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีในต้นเงิน 514 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ให้จำเลยที่ 3 ชำระเงิน 1,506,115.15 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 19.5 ต่อปีในต้นเงิน 565,428.57 บาท และดอกเบี้ยร้อยละ 18 ต่อปีในต้นเงิน 684,450 บาท กับดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีในต้นเงิน 745 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามบิดพลิ้ว ให้เอาทรัพย์สินซึ่งจำนองออกขายทอดตลาดใช้หนี้ ถ้าได้เงินน้อยกว่าจำนวนเงินที่ค้างชำระกันอยู่เท่าใด ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยเหล่านั้นออกขายทอดตลาดใช้หนี้จนกว่าจะครบถ้วน จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 เคยติดต่อขอชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 ที่สาขาพุนพินของโจทก์แล้ว แต่โจทก์ไม่รับชำระหนี้นั้นโดยอ้างว่าสามารถบังคับเอาจากจำเลยที่ 1 ได้เต็มจำนวน จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 3 และที่ 1 ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีจากโจทก์โดยจำนองที่ดินเป็นประกันการชำระหนี้ แต่มิได้เป็นหนี้อยู่ก่อนทำสัญญาดังกล่าวและมิได้เป็นหนี้ตามฟ้อง ทั้งไม่เคยได้รับคำบอกกล่าวให้ชำระหนี้ โจทก์คิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 4,713,667.95 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15.25 ต่อปีในต้นเงิน 3,816,698.61 บาท นับแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์โดยให้หักเงิน 50,000 บาท ที่จำเลยที่ 1 นำเข้าบัญชีเพื่อชำระหนี้ในวันที่ 27 ธันวาคม 2539 ออกจากต้นเงินและดอกเบี้ยจำนวนนั้นและให้ชำระดอกเบี้ยร้อยละ 18 ต่อปีในต้นเงิน 684,450 บาท กับดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 1,459 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ด้วย ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 3,403,229.53 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15.28 ต่อปี ในต้นเงิน 3,402,674.45 บาท นับแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2539 และชำระดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีในต้นเงิน 514 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระหนี้ทั้งสองจำนวนนั้นเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 1,461,842.83 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15.25 ต่อปีในต้นเงิน 565,428.57 บาท นับแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2539 และชำระดอกเบี้ยร้อยละ 18 ต่อปีในต้นเงิน 684,450 บาทกับดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีในต้นเงิน 945 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระหนี้ทั้งสองจำนวนนั้นเสร็จแก่โจทก์ โดยยอดหนี้ที่จำเลยที่ 2 ที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ดังกล่าวต้องไม่เกินจำนวนที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิด หากจำเลยทั้งสามบิดพลิ้ว ให้เอาทรัพย์สินซึ่งแต่ละคนจำนองออกขายทอดตลาดใช้หนี้ ถ้าได้เงินน้อยกว่าจำนวนเงินที่ค้างชำระกันอยู่เท่าใด ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยเหล่านั้นบังคับชำระหนี้จนกว่าจะครบถ้วน ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียม
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง