คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2555
ฎีกาที่ 4496/2555
หลักกฎหมาย
ข้อจำกัดในอำนาจฟ้องตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 8 ต้องเป็นกรณีที่มีกฎหมายบัญญัติให้ต้องอุทธรณ์การประเมิน ซึ่งในคดีนี้ แม้ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 30 บัญญัติให้ต้องอุทธรณ์การประเมินภายใน 30 วัน ก็ตาม แต่ปัญหาในเรื่องที่ว่าคำสั่งให้ประเมินภาษีแก่โจทก์อันเป็นคำสั่งทางปกครองมีการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 หรือไม่ เป็นคนละกรณีกับความถูกต้องของการประเมินภาษี ดังนี้ ปัญหาในเรื่องรูปแบบของคำสั่งทางปกครองดังกล่าวย่อมไม่อยู่ในบังคับที่ต้องยกปัญหานี้ขึ้นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง หนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม แม้มีข้อบกพร่องในการระบุเหตุผล แต่ต่อมาเจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือแจ้งเหตุผลเพิ่มเติมถึงโจทก์ก่อนที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จะมีคำวินิจฉัยหลายเดือนถือได้ว่าเป็นการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 40 วรรคหนึ่ง และมาตรา 41 วรรคหนึ่ง (2) และวรรคสามแล้ว หนังสือแจ้งการประเมินจึงสมบูรณ์แล้ว ในคำอุทธรณ์ของโจทก์ที่ยื่นต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ โจทก์เพียงโต้แย้งในข้อเท็จจริงเกี่ยวกับจำนวนดอกเบี้ย โดยมิได้โต้แย้งว่ามิใช่เงินได้ที่โจทก์มีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ดังที่โจทก์ยกขึ้นอ้างใหม่ในคำฟ้อง ย่อมไม่อาจถือได้ว่าโจทก์ได้อุทธรณ์ในส่วนนี้ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องโดยยกเหตุดังกล่าวเป็นข้ออ้างต่อศาลตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 8 การที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้วินิจฉัยให้โจทก์เสียภาษีเพิ่มขึ้น มิใช่เป็นการตั้งประเด็นขึ้นใหม่แต่เป็นการคิดคำนวณภาษีใหม่ให้ถูกต้อง คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีอำนาจวินิจฉัยให้โจทก์เสียภาษีเพิ่มขึ้นให้ถูกต้องได้ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 31 วรรคสอง ตามสัญญาซื้อขาย คู่สัญญาตกลงให้มีการโอนกรรมสิทธิ์ในสินค้าไปยังผู้ซื้อแล้ว แต่ผู้ซื้อขอให้ผู้ขายเก็บรักษาสินค้าและจัดส่งให้ผู้ขายในภายหลัง จึงเป็นการขายภายในประเทศ มิใช่การขายโดยส่งออก และตามข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์มิได้ส่งสินค้าทั้งหมดออกไปนอกราชอาณาจักร โจทก์ส่งสินค้าส่วนหนึ่งให้แก่บริษัทอื่นโดยส่งไปที่เขตอุตสาหกรรมการส่งออก (EPZ) ตามคำสั่งของผู้ซื้อ ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากที่กรรมสิทธิ์ในสินค้าได้โอนไปยังผู้ซื้อแล้ว ทั้งตามลักษณะดังกล่าวก็เป็นเรื่องการส่งออกของผู้ซื้อให้แก่บริษัทอื่นอีกด้วย จึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์ขายสินค้าโดยส่งออกตาม ป.รัษฎากร มาตรา 78 (4) ที่จะได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 ตามมาตรา 80/1 (1) หากแต่เป็นการขายสินค้าที่ได้โอนกรรมสิทธิ์ในสินค้าก่อนการส่งมอบตามมาตรา 78 (1) (ก) ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 ตามมาตรา 80 (1) แม้ต่อมาโจทก์ส่งสินค้าบางส่วนไปยังเขตอุตสาหกรรมการส่งออก (EPZ) ในเดือนกันยายน 2545 ก็ไม่เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 ตามมาตรา 80/1 (6) เพราะความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นก่อนแล้วในวันที่โอนกรรมสิทธิ์ในสินค้า
มาตราที่อ้างถึง
ป.รัษฎากร 30ป.รัษฎากร 31ป.รัษฎากร 78ป.รัษฎากร 80ป.รัษฎากร 80/1พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 8พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 37พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 40พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 41
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยตามหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคล ที่ ก. 04/05240040/02/00006 ลงวันที่ 27 เมษายน 2547 หนังสือแจ้งให้นำส่ง ภาษีเงินได้นิติบุคคล ที่ ก. 04/05240040/02/00007 ลงวันที่ 27 เมษายน 2547 และหนังสือแจ้งประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่ ก. 04/05240040/05/00001 ลงวันที่ 27 เมษายน 2547 ให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ ภญ (อธ.2)/2/2548 ลงวันที่ 16 พฤษภาคม 2548 คำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ ภญ (อธ.2)/3/2548 ลงวันที่ 16 พฤษภาคม 2548 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ ภญ (อธ.2)/4/2548 ลงวันที่ 16 พฤษภาคม 2548 หรืองดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มให้แก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์เสียค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความให้ใช้แทนจำนวน 50,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์ประกอบกิจการผลิตจอภาพคอมพิวเตอร์และแผงวงจรคอมพิวเตอร์เพื่อการส่งออก โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลรวม 2 ฉบับ ฉบับที่ 1 หนังสือเลขที่ ก.04/05240040/02/00006 ลงวันที่ 27 เมษายน 2547 เป็นภาษีเงินได้นิติบุคคล 5,892,684.49 บาท เงินเพิ่ม 3,446,799.33 บาท (คำนวณถึงวันที่ 7 มิถุนายน 2547) รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 9,339,483.82 บาท เนื่องจากในรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2544 โจทก์ส่งเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4) (ก) แห่งประมวลรัษฎากร จำนวนทั้งสิ้น 39,284,563.28 บาท อันเข้าลักษณะเป็นเงินได้ที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร ให้บริษัทเวนเจอร์แมนนูแฟคเจอร์ริ่ง (สิงคโปร์) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศและมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย โดยโจทก์มิได้หักภาษีเงินได้ไว้ ณ ที่จ่ายและนำส่งให้ถูกต้องครบถ้วน ฉบับที่ 2 หนังสือเลขที่ ก.04/052400/40/02/00007 ลงวันที่ 27 เมษายน 2547 เป็นภาษีเงินได้นิติบุคคล 22,608,535.84 บาท เงินเพิ่ม 6,104,304.68 บาท (คำนวณถึงวันที่ 7 มิถุนายน 2547) รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 28,712,840.52 บาท เนื่องจากในรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2545 โจทก์ส่งเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4) (ก) แห่งประมวลรัษฎากรจำนวนทั้งสิ้น 150,723,572.24 บาท อันเข้าลักษณะเป็นเงินได้ที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร ออกไปให้บริษัทอัลฟ่า แคปปิตอล กรุ๊ป ลิมิเต็ด ซึ่งเป็นบริษัทที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศและมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย โจทก์มิได้หักภาษีเงินได้ไว้ ณ ที่จ่ายและนำส่งให้ถูกต้องครบถ้วนและโจทก์ยังได้รับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มเลขที่ ก.04/05240040/05/00001 ลงวันที่ 27 เมษายน 2547 เนื่องจากโจทก์แสดงยอดขายไว้ต่ำไปจำนวน 518,555,386.80 บาท คิดเป็นภาษีมูลค่าเพิ่ม 35,204,756.70 บาท เบี้ยปรับ 36,298,877.08 บาท และเงินเพิ่ม 14,785,997.81 บาท (คำนวณถึงวันที่ 15 พฤษภาคม 2547) รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 86,289,631.59 บาท โจทก์อุทธรณ์การประเมิน ต่อมาโจทก์ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ ภญ. (อธ.2)/2/2548 ลงวันที่ 16 พฤษภาคม 2548 ที่วินิจฉัยว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคล เลขที่ ก.04/05240040/02/00006 ลงวันที่ 27 เมษายน 2547 ชอบแล้วและให้โจทก์ชำระภาษีเพิ่มขึ้นจากที่เจ้าพนักงานประเมินเรียกเก็บเป็นภาษีเงินได้นิติบุคคล 1,230,206.57 บาท เงินเพิ่ม 721,156.17 บาท รวมเป็นเงินภาษีและเงินเพิ่มทั้งสิ้น 11,290,846.56 บาท เนื่องจากคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ปรับปรุงดอกเบี้ยให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา คำนวณจากต้นเงิน 3,497,653.20 ดอลลาร์สหรัฐ อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐเท่ากับ 40.50 บาท และได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ ภญ. (อธ.2)/3/2548 ลงวันที่ 16 พฤษภาคม 2548 ที่วินิจฉัยว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลเลขที่ ก.04/05240040/02/00007 ลงวันที่ 27 เมษายน 2547 ชอบแล้วบางส่วน ให้ลดภาษีเงินได้นิติบุคคลที่เรียกเก็บลง 9,962,421.75 บาท เงินเพิ่ม 2,689,853.88 บาท รวมเป็นเงินภาษีและเงินเพิ่มที่ลดลงจำนวน 12,652,275.63 บาท คงเหลือเป็นภาษีเงินได้นิติบุคคล 12,646,114.09 บาท และเงินเพิ่ม 3,414,450.80 บาท รวมเป็นเงินภาษีและเงินเพิ่มที่เรียกเก็บทั้งสิ้น 16,060,564.89 บาท เนื่องจากคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ปรับปรุงดอกเบี้ยใหม่โดยคำนวณดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นในช่วงภายหลังการอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัทโจทก์จนถึงช่วงที่บริษัทอัลฟา แคปปิตอล กรุ๊ป ลิมิเต็ด ได้ต
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง