ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2559

ฎีกาที่ 3598/2559

หลักกฎหมาย

ป.พ.พ. มาตรา 510 บัญญัติว่า "ผู้ซื้อในการขายทอดตลาดจะต้องทำตามคำโฆษณาบอกขาย และตามความข้ออื่น ๆ ซึ่งผู้ทอดตลาดได้แถลงก่อนเผดิมการสู้ราคาทรัพย์สินเฉพาะรายไป" คดีนี้แม้เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ประกาศขายทอดตลาดโดยระบุว่า ขายที่ดินแปลงที่ 1, 4 และ 5 รวมกัน แปลงที่ 2 และ 3 รวมกัน แต่ในวันขายทอดตลาดจำเลยที่ 1 เป็นผู้ยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินทั้งห้าแปลงรวมกันตาม ป.วิ.พ. มาตรา 309 วรรคสอง เจ้าพนักงานบังคับคดีสอบถามโจทก์แล้วไม่คัดค้าน และได้ความตามทางนำสืบของโจทก์ว่า ก่อนเผดิมการสู้ราคาทรัพย์สินเจ้าพนักงานบังคับคดีได้แถลงให้ผู้เข้าร่วมประมูลและผู้สนใจเข้าฟังการขายทอดตลาดทราบแล้วว่าจะรวมขายที่ดินทั้งห้าแปลงไปด้วยกัน โดยจำเลยที่ 2 มาดูแลการขายทอดตลาดด้วย แต่จำเลยที่ 2 มิได้คัดค้านการที่เจ้าพนักงานบังคับคดีรวมขายที่ดินทั้งห้าแปลงไปด้วยกันแต่อย่างใด การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีรวมขายที่ดินทั้งห้าแปลงไปด้วยกันนั้น จึงเป็นการปฏิบัติไปตรงตามความประสงค์ของจำเลยที่ 1 แล้ว ทั้งคำโฆษณาบอกขายว่าเป็นการรวมขายหรือแยกทรัพย์สินเป็นเพียงวิธีการในการขายทอดตลาดทรัพย์สินของเจ้าพนักงานบังคับคดี อันเป็นรายละเอียดของการขายทอดตลาด ซึ่งไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดหรือข้อกำหนดของศาลกำหนดให้เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องทำคำโฆษณาบอกขายระบุถึงรายละเอียดวิธีการขาย เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นว่าการรวมขายไปด้วยกันเป็นที่คาดหมายได้ว่าเงินรายได้ในการขายจะเพิ่มขึ้น เจ้าพนักงานบังคับคดีย่อมมีอำนาจจัดรวมขายที่ดินทั้งห้าแปลงไปด้วยกันได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 309 (1) (ข) ถือได้ว่าคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ให้รวมขายที่ดินทั้งห้าแปลงไปด้วยกันนั้น เป็นส่วนหนึ่งของคำโฆษณาบอกขายหรือข้อความอื่นซึ่งผู้ทอดตลาดได้แถลงก่อนเผดิมการสู้ราคาทรัพย์สินเฉพาะรายตามนัยแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 510 โจทก์ซึ่งเป็นผู้ซื้อในการขายทอดตลาดต้องทำตามคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีด้วย การขายทอดตลาดที่ดินทั้งห้าแปลงของเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงชอบแล้ว ไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายแต่อย่างใด

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเงิน 4,917,660.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16 ต่อปี ของต้นเงิน 3,943,368.70 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ภายในเวลาที่ระบุไว้ให้ยึดทรัพย์จำนองคือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 5862, 16734, 16735, 21288, 21289 ตำบลบางคล้า อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 กับทรัพย์สินของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงขอหมายบังคับคดีนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินดังกล่าวขายทอดตลาด ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินไปในราคา 1,610,000 บาท จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องว่า การขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยเปลี่ยนแปลงวิธีการขายจากประกาศว่าจะขายแยกทรัพย์เป็นขายรวมโดยไม่ได้ดำเนินการโฆษณาใหม่ก่อนและได้ขายโดยรวบรัดไม่มีการกำหนดราคาเริ่มต้นขายทำให้โจทก์ซื้อได้ในราคาที่ต่ำกว่าราคาประเมินประมาณ 400,000 บาท โดยการคบคิดกันฉ้อฉลของโจทก์และผู้ที่เกี่ยวข้องและความไม่สุจริตของเจ้าพนักงานบังคับคดี ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินทั้งห้าแปลง โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2549 ซึ่งเป็นวันขายทอดตลาด จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขอให้ขายทอดตลาดที่ดินทั้งห้าแปลงรวมกันและโจทก์ไม่ค้าน เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงดำเนินการขายทอดตลาดตามที่จำเลยที่ 1 เสนอ โดยกำหนดราคาเริ่มต้นขายที่ 1,560,000 บาท จากนั้นโจทก์เป็นผู้เสนอราคา 1,610,000 บาท ซึ่งเป็นราคาที่สูงกว่าในครั้งก่อน เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงเคาะไม้ขายที่ดินให้แก่โจทก์ มิได้เป็นการขายโดยรวบรัดหรือร่วมกันฉ้อฉลจำเลยทั้งสอง การขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องและให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 5,000 บาท แทนโจทก์ จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังว่า เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2549 เจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 5862, 16734, 16735, 21288 และ 21289 ตำบลบางคล้า อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา ของจำเลยที่ 2 ไว้ 4 นัด ในวันที่ 12 เมษายน 2549 วันที่ 26 เมษายน 2549 วันที่ 10 พฤษภาคม 2549 และวันที่ 24 พฤษภาคม 2549 โดยให้ขายที่ดินแปลงที่ 1, 4 และ 5 รวมกัน แปลงที่ 2 และ 3 รวมกัน และได้แจ้งคำสั่งของศาลและวันขายทอดตลาดแก่บรรดาผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินที่จะขายทอดตลาดให้ทราบแล้ว วันที่ 26 เมษายน 2549 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินแยกเป็นรายแปลง เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งให้ขายทอดตลาดที่ดินตามที่กำหนดไว้ในประกาศขายทอดตลาดและงดการขายทอดตลาดในนัดนี้ไว้ วันที่ 10 พฤษภาคม 2549 โจทก์เสนอราคาสูงสุดขอซื้อที่ดินแปลงที่ 1, 4 และ 5 เป็นเงิน 1,040,000 บาท แปลงที่ 2 และ 3 เป็นเงิน 520,000 บาท จำเลยที่ 2 คัดค้านราคาขายที่ดินทั้งหมด เจ้าพนักงานบังคับคดีงดการขายทอดตลาดไว้ โดยให้โจทก์ผูกพันราคาที่ประมูลซื้อได้และให้จำเลยที่ 2 หาผู้เข้าสู้ราคาให้ได้ราคาตามที่ต้องการ ต่อมาวันที่ 24 พฤษภาคม 2549 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายที่ดินทั้งห้าแปลงรวมกัน โจทก์ไม่คัดค้าน เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งว่า แจ้งโจทก์และผู้เกี่ยวข้องทราบจะทำการขายนัดนี้โดยขายรวมทั้งห้าแปลงตามที่จำเลยที่ 1 แถลง หากไม่มีผู้เสนอราคาสูงกว่าการขายครั้งที่ผ่านมาจะทำการขายตามประกาศที่กำหนดไว้เดิม จำเลยที่ 2 มาดูแลการขาย เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนดราคาขายเริ่มต้นเท่ากับที่โจทก์ผูกพันราคาคือ 1,560,000 บาท โจทก์เสนอราคาสูงสุด 1,610,000 บาท เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงเคาะไม้ขายให้โจทก์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดที่ดินฝ่าฝืนต่อกฎหมายหรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาสรุปได้ว่า การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเปลี่ยนวิธีการขายทอดตลาดที่ดินจากเดิมที่ให้ขายแปลงที่ 1, 4 และ 5 รวมกัน แปลงที่ 2 และ 3 รวมกัน เป็นการขายรวมกันทั้งห้าแปลง โดยไม่ได้ทำคำโฆษณาบอกขายใหม่เป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 510 บัญญัติว่า "ผู้ซื้อในการขายทอดตลาดจะต้องทำตามคำโฆษณาบอกขาย และตามความข้ออื่น ๆ ซึ่งผู้ทอดตลาดได้แถลงก่อนเผดิมการสู้ราคาทรัพย์สินเฉพาะรายไป" คดีนี้แม้เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ประกาศขายทอดตลาดโดยระบุว่าขายที่ดินแปลงที่ 1, 4 และ 5 รวมกัน แปลงที่ 2 และ 3 รวมกัน แต่ในวันขายทอดตลาดจำเลยที่ 1 เป็นผู้ยื่นคำร้องขอ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3598/2559 · ทนอย Thanoy