คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2558
ฎีกาที่ 14005/2558
หลักกฎหมาย
ตามหนังสือสัญญาให้ที่ดินระบุว่า ผู้ให้ยอมยกที่ดินทั้งแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่ผู้รับโดยเด็ดขาดนับแต่วันทำสัญญานี้เป็นต้นไป เป็นการยกให้โดยเสน่หาไม่มีค่าตอบแทนเพราะเป็นสามีภริยา แม้หนังสือดังกล่าวจะไม่ได้ระบุไว้ชัดว่าให้เป็นสินส่วนตัว แต่การที่โจทก์ยกที่ดิน 8 แปลง ดังกล่าวให้จำเลยก็เพื่อตอบแทนการที่จำเลยยอมยุติปัญหาที่โจทก์ไปมีภริยาอีกคนหนึ่ง จึงแปลเจตนาจากข้อความในเอกสารตามพฤติการณ์แห่งกรณีได้ว่า โจทก์ได้ให้เป็นสินส่วนตัวของภริยาเด็ดขาดแล้ว ประกอบกับพฤติการณ์ที่ภายหลังจำเลยและครอบครัวจำเลยได้ใช้ประโยชน์โดยอาศัยอยู่บนที่ดินดังกล่าวเรื่อยมาและมีการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างอื่นเพิ่มเติมโดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้มีการโต้แย้งแต่อย่างใด ที่ดิน 8 แปลง นี้ไม่ใช่สินสมรส โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอให้ใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมด้วย การที่จำเลยและครอบครัวของจำเลยร่วมดำเนินกิจการของร้าน ม. เพื่อกระทำกิจการค้าขายวัสดุก่อสร้างร่วมกันก่อนที่จะมีการจดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัด ซึ่งมีความประสงค์จะแบ่งปันกำไรที่จะพึงได้จากกิจการที่ทำนั้น เข้าลักษณะเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญที่ไม่ได้จดทะเบียน โดยมีสมาชิกในครอบครัวของจำเลยทุกคนเป็นหุ้นส่วน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1012 ประกอบมาตรา 1025 การที่โจทก์ผู้เป็นบุคคลภายนอกห้างหุ้นส่วนสามัญดังกล่าวจะขอใส่ชื่อร่วมในโฉนดที่ดิน 87 แปลง ซึ่งมีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์แทนห้างหุ้นส่วนสามัญนั้น เท่ากับเป็นการเข้ามาเป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้เป็นหุ้นส่วนหมดทุกคนซึ่งไม่อาจกระทำได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1040 เมื่อกรณีฟังได้ว่าที่ดินพิพาทดังกล่าวเป็นทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนสามัญมิใช่ของจำเลย โจทก์จึงไม่อาจฟ้องขอใส่ชื่อร่วมได้
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยดำเนินการใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมร่วมกับจำเลยด้วยกึ่งหนึ่งในที่ดินทั้ง 93 แปลง หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยโดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของร่วมกับจำเลยในฐานะมีกรรมสิทธิ์ร่วม 1 ใน 10 ส่วนของที่ดินตามฟ้อง ยกเว้นที่ดินโฉนดเลขที่ 8183, 8184, 8185, 1888, 1889 และ 8190 ตำบลช้างเผือก อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยฎีกา ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาโจทก์ถึงแก่ความตาย ศาลฎีกาอนุญาตให้นางบังอร และนายปณัยพล เข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ผู้มรณะ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 43 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2503 โจทก์จำเลยสมรสกันตามกฎหมาย ต่อมาปี 2533 โจทก์จำเลยแยกกันอยู่โดยมิได้หย่าขาดจากกัน ระหว่างสมรสจำเลยได้มาซึ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 8183, 8184, 8185, 8188, 8189, 8190, 9708, 12040, 12041, 12042, 12043, 12044, 12045, 12046, 12047, 12048, 12555, 17663, 9746, 28989, 28990, 28991, 28992, 28993, 28994, 28995, 28996, 28997, 28998, 28999 ถึง 29026, 38284, 38285, 38286 ตำบลช้างเผือก อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ที่ดินโฉนดเลขที่ 9331, 10203, 11251, 11252, 11254 และ 10202 ตำบลหนองผึ้ง อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ ที่ดินโฉนดเลขที่ 5349 ตำบลวัดเกตุ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ที่ดินโฉนดเลขที่ 3512, 3565, 3567, 8985 ตำบลไชยสถาน อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ ที่ดินโฉนดเลขที่ 5654, 6127, 6128, 7829, 5630, 7772, 5605, 52382, 53398, 53399, 53400, 65411 ตำบลท่าศาลา อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ที่ดินโฉนดเลขที่ 1483, 1579, 8296, 11933, 19439 ตำบลช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ และที่ดินโฉนดเลขที่ 519, 22214, 22215, 22220 ตำบลสันพระเนตร อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยว่า ที่ดินตามฟ้องเป็นสินสมรสหรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์เบิกความว่า ปี 2515 โจทก์โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 8183, 8184, 8185, 8188, 8189 และ 8190 ให้จำเลย เพราะโจทก์ไปมีภริยาใหม่ 1 คน และมีบุตรกับภริยาใหม่อีก 1 คน จำเลยเกรงว่าโจทก์จะนำที่ดินไปยกให้แก่บุตรกับภริยาใหม่ โจทก์ยกที่ดินดังกล่าวให้จำเลยโดยไม่ได้ระบุให้เป็นสินส่วนตัว ต่อมาโจทก์มีบุตรกับภริยาใหม่อีก 2 คน ปลายปี 2519 จึงจดทะเบียนสมรสกับภริยาใหม่ แต่หลังจากนั้นไม่ถึง 1 ปี ก็จดทะเบียนหย่า โจทก์ให้ภริยาใหม่กู้ยืมเงินไปทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เมื่อมีกำไรก็นำเงินมาใช้คืนโจทก์ เดิมจำเลยมีร้านมัทนพาณิชย์ ค้าขายเล็กๆน้อยๆ โจทก์แนะนำให้จำเลยเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าหลายชนิด โดยโจทก์ให้เงินจำเลยบ้าง กู้เงินมาให้จำเลยบ้าง เพื่อทำการค้า ปี 2509 จำเลยซื้อที่ดิน 1 แปลง ที่ถนนช้างม่อย ปี 2511 ได้ก่อสร้างอาคารบริษัทมัทนพาณิชย์ จำกัด บนที่ดินดังกล่าว เป็นอาคาร 5 ชั้น ชั้นที่ 2 ถึงชั้นที่ 4 ให้ผู้อื่นเช่าได้ค่าเช่าเดือนละ 70,000 ถึง 100,000 บาท โดยจำเลยเป็นผู้เก็บค่าเช่า ที่ดิน 9 โฉนด บนถนนห้วยแก้วเป็นทรัพย์สินของโจทก์ซื้อมาตั้งแต่ปี 2502 ปลูกบ้านให้ชาวต่างประเทศเช่า ต่อมาปี 2515 โอนให้จำเลยและให้จำเลยเก็บค่าเช่า ปี 2512 โจทก์ จำเลยและญาติของจำเลยร่วมกันก่อตั้งบริษัทเหมืองแร่แม่อาว จำกัด แต่ปี 2525 ได้ให้ผู้อื่นเช่าไป ในการทำธุรกิจของทั้งสองบริษัทจำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์เป็นการส่วนตัวบ้าง บริษัทหรือจำเลยกู้เงินธนาคารโดยโจทก์ค้ำประกันบ้าง รายได้จากการทำธุรกิจนำไปซื้อที่ดินหลายแปลง ปี 2530 ได้จดทะเบียนเลิกบริษัทมัทนพาณิชย์ จำกัด แต่จำเลยยังครอบครองและเก็บค่าเช่า ฝ่ายจำเลยมีตัวจำเลยเบิกความว่า จำเลยเกิดและเติบโตที่จังหวัดเชียงใหม่ บิดาจำเลยเป็นคนจีนเปิดร้านตัดเย็บเสื้อผ้าชาย ปี 2495 จำเลยใช้เงินทุนของครอบครัวซึ่งมีมาแต่เดิม เปิดร้านค้าวัสดุก่อสร้างชื่อร้านมัทนพาณิชย์ ขอจดทะเบียนพาณิชย์ในปี 2496 แต่จดทะเบียนได้ในปี 2499 ร้านมีกิจการดีมาก ปี 2513 จึงจดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัด ต่อมาปลูกสร้างอาคารมัทนพาณิชย์บนถนนช้างม่อย แล้วย้ายบริษัทไปอยู่ที่ทำการแห่งใหม่ และทยอยขายอาคารเดิมไป โจทก์มีชื่อร่วมเป็นผู้ก่อการและถือหุ้นบริษัท แต่ไม่ได้นำเงินมาลงทุน บริษัทมัทนพาณิชย์หยุดกิจการในปี 2527 นอกจากนั้นจำเลยตั้งบริษัทเหมืองแร่แม่อาว จำกัด มีชื่อโจทก์เป็นผู้ร่วมก่อการแต่ไม่ได้นำเงินมาลงทุน ขณะนี้หยุดกิจการแล้ว
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง