คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2567
ฎีกาที่ 1201/2567
หลักกฎหมาย
ในวันนัดเดินเผชิญสืบ คู่ความทั้งสองฝ่ายลงชื่อรับรองความถูกต้องของแผนผังและแถลงสละประเด็นพิพาท ข้อ 2 ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือจำเลยทั้งสอง กรณีจึงไม่จำต้องสืบพยานและวินิจฉัยประเด็นพิพาท ข้อ 2 อีกต่อไป ข้อเท็จจริงจึงเป็นไปตามที่คู่ความยอมรับกันในความรับรู้ของศาลตามหลักความประสงค์ของคู่ความ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 84 (3) และมาตรา 99 วรรคหนึ่ง โดยไม่ต้องใช้พยานหลักฐาน ไม่ต้องอาศัยกฎเกณฑ์เรื่องหน้าที่นำสืบ เรื่องการรับฟังพยานหลักฐานหรือเรื่องการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานแต่อย่างใด
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ห้ามจำเลยทั้งสองเข้าไปเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์เป็นเงิน 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ห้ามจำเลยทั้งสองเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับที่ดินของโจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 10,000 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ คืนค่าธรรมเนียมใช้แทน 5,000 บาท แก่จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากที่ศาลสั่งคืนและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีทั้งสองศาลให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงซึ่งพิจารณาได้ความว่า โจทก์มีชื่อเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ข.) เลขที่ 274 เนื้อที่ 19 ไร่ 61 ตารางวา จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการมีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 จำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินเฉพาะส่วนในที่ดินโฉนดเลขที่ 15537 และจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินเฉพาะส่วนในที่ดินโฉนดเลขที่ 15530 วันที่ 17 สิงหาคม 2563 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดน่านจัดทำแผนที่พิพาท จำเลยทั้งสองไม่ไปนำชี้และไม่รับรองแผนที่พิพาท วันที่ 2 พฤศจิกายน 2563 ชั้นชี้สองสถาน ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า 1) โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ 2) ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือจำเลยทั้งสอง 3) โจทก์มีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยทั้งสองหรือไม่ เพียงใด วันที่ 5 มีนาคม 2564 ศาลชั้นต้นเดินเผชิญสืบที่พิพาท โจทก์และจำเลยทั้งสองรับรองความถูกต้องของแนวเขตตามแผนผัง คู่ความแถลงสละประเด็นข้อพิพาทในข้อ 2 พิเคราะห์แล้ว คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ซึ่งยกประเด็นข้อพิพาทข้อ 2) ที่พิพาทเป็นของโจทก์หรือจำเลยทั้งสอง ซึ่งคู่ความสละแล้วขึ้นวินิจฉัยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ข้อนี้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84 บัญญัติว่า การวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงในคดีใดจะต้องกระทำโดยอาศัยพยานหลักฐานในสำนวนคดีนั้น เว้นแต่ (3) ข้อเท็จจริงที่คู่ความรับหรือถือว่ารับกันแล้วในศาล มาตรา 99 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ถ้าศาลเห็นว่าจำเป็นที่จะต้องตรวจบุคคล วัตถุ สถานที่ หรือตั้งผู้เชี่ยวชาญตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 129 และ 130 เมื่อศาลเห็นสมควร ไม่ว่าการพิจารณาคดีจะอยู่ในชั้นใด หรือเมื่อมีคำขอของคู่ความฝ่ายใดภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติมาตรา 87 และ 88 ให้ศาลมีอำนาจออกคำสั่งกำหนดการตรวจหรือการแต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญเช่นว่านั้นได้ ดังนี้ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ข.) เลขที่ 274 จำเลยทั้งสองนำรถแบ็กโฮและรถไถเกรดเข้าไปปรับไถพื้นที่และโค่นไม้ยืนต้นจำนวนมาก เนื้อที่ประมาณ 3 ไร่ อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์โดยปกติสุข ขอให้ห้ามจำเลยทั้งสองเข้าไปเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองปรับถมที่ดินโฉนดเลขที่ 15537 ของจำเลยทั้งสองโดยมิได้รุกล้ำที่ดินของโจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เช่นนี้ คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทว่า 1) โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ 2) ที่พิพาทเป็นของโจทก์หรือจำเลยทั้งสอง 3) โจทก์มีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยทั้งสองหรือไม่ เพียงใด ดังที่ศาลชั้นต้นกำหนดและให้โจทก์นำสืบก่อน โดยโจทก์อ้างตนเองเป็นพยาน และมีนายสถาพรเบิกความสนับสนุนในทำนองเดียวกันว่า โจทก์เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ข.) เลขที่ 274 ซึ่งเป็นมรดกตกทอดสืบจากบรรพบุรุษมากว่า 100 ปี โดยที่ราบลุ่มใช้ทำนา ที่ดอนใช้ทำสวนปลูกต้นผลไม้ เช่น ขนุน ไผ่ ฉำฉา แนวเขตการครอบครองทำประโยชน์ด้านทิศใต้จรดร่องน้ำ (หมายถึงลำเหมืองสาธารณประโยชน์) จำเลยทั้งสองบุกรุกที่ดินของโจทก์ทางด้านทิศใต้ (ในกรอบสีเขียว) ตามแผนที่พิพาท โดยนำรถแบ็กโฮและรถเกรดเข้าไปปรับไถพื้นที่และโค่นไม้ยืนต้นเนื้อที่ประมาณ 3 ไร่ ตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 4 มีนาคม 2564 ในวันดังกล่าวนายวิษณุ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดน่านมาศาลตามที่โจทก์ขอหมายเรียกไว้ ศาลชั้นต้นสอบคู่ความและนายวิษณุได้ความว่า ที่พิพาทได้มีการรังวัดสอบเขตแน่นอนแล้ว ขอให้ศาลไปเดินเผชิญสืบเพื่อเจ้าพนักงานที่ดินจะนำชี้หลักเขตให้เห็นสภาพที
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง